กรมปศุสัตว์ ดำเนินการด้านความร่วมมือในการพัฒนาพันธุ์สุกรกับราชอาณาจักรภูฏาน

วันที่ 18 ถึง 22 พฤษภาคม 2569 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ มอบหมายให้นายสัตวแพทย์อุดม เจือจันทร์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากจากราชอาณาจักรภูฏาน ด้านความร่วมมือในการพัฒนาพันธุ์สุกร โดยราชอาณาจักรภูฏานมีความต้องการพันธุกรรมสุกรจากกรมปศุสัตว์ ในรูปแบบของน้ำเชื้อแช่เย็น (Chilled semen) และน้ำเชื้อแช่แข็ง (Frozen semen) เพื่อนำไปพัฒนาพันธุ์สุกรของราชอาณาจักรภูฏาน
ในการนี้ได้จัดตั้งคณะทำงานเตรียมความพร้อมกรณีราชอาณาจักรภูฏานประสงค์ริเริ่มความร่วมมือด้านการเพาะพันธุ์สุกร โดยมีนายกมล ฉวีวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาพันธุ์สุกร สำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ เป็นประธาน และนายสัตวแพทย์อุดม เจือจันทร์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นที่ปรึกษาคณะทำงานและประกอบด้วยบุคลากรจากหน่วยงานต่างๆ ในการเดินทางมาเยือนประเทศไทยในครั้งนี้
![]() |
![]() |
คณะผู้แทนจากราชอาณาจักรภูฏานได้เข้าเยี่ยมคารวะอธิบดีกรมปศุสัตว์ และร่วมประชุมหารือแนวทางความร่วมมือด้านการพัฒนาพันธุ์สุกร จากนั้นได้เดินทางไปศึกษาขั้นตอนการผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งสุกร และการผสมเทียมโดยใช้น้ำเชื้อแช่แข็งสุกร ณ ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพการย้ายฝากตัวอ่อนและเซลล์สืบพันธุ์สัตว์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยมีนายสัตวแพทย์วรพงษ์ พงษ์ศิริ นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์และคณะ ทำหน้าที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าว ต่อจากนั้นได้เดินทางไปยังศูนย์วิจัยและพัฒนาสุกร อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาพันธุ์สุกรของกรมปศุสัตว์ เป้าหมายในการพัฒนาพันธุ์การทดสอบสมรรถภาพการผลิต และการประเมินพันธุกรรม โดยมีนายเทิดศักดิ์ อินทรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาสุกรและคณะ เป็นผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยี
![]() |
![]() |
นอกจากนี้ยังได้ร่วมหารือเกี่ยวกับข้อกำหนดในการส่งออกน้ำเชื้อสุกรจากประเทศไทยไปยังราชอาณาจักรภูฏาน กับคณะทำงานซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากกองสารวัตรและกักกัน สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์และสำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ และสุดท้ายก่อนเดินทางกลับ คณะผู้แทนจากราชอาณาจักรภูฏานได้เข้าพบนายสัตวแพทย์อุดม เจือจันทร์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เพื่อหารือเกี่ยวกับการวิจัยด้านการผลิตสุกร ความร่วมมือเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนพันธุกรรมสัตว์ ความร่วมมือในการวิจัย และการถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักวิจัยและเจ้าหน้าที่ของราชอาณาจักรภูฏาน ในอนาคต












