หัวเว็บไซต์

          "เป็นองค์กรหลักในการอนุรักษ์ วิจัย และพัฒนา เทคโนโลยีการผลิตสัตว์ของประเทศ"

 

โคพื้นเมือง

  1. โคพื้นเมืองภาคเหนือ
  2. โคพื้นเมืองภาคอีสาน
  3. โคพื้นเมืองภาคกลาง
  4. โคพื้นเมืองภาคใต้

โคพื้นเมืองสายภาคเหนือ หรือโคขาวลำพูน

 

โคขาวลำพูนเป็นโคพันธุ์พื้นเมืองพันธุ์หนึ่ง ประวัติความเป็นมาเป็นอย่างไรไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด กลุ่มคนบางกลุ่มเล่าว่า เกิดจากการกลายพันธุ์ของโคพื้นเมืองในสมัยพระนางจามเทวี เป็นสัตว์คู่บารมีของชนชั้นปกครองสมัยนั้น จากการออกสำรวจของเจ้าหน้าที่ศูนย์การศึกษาพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เกี่ยวกับข้อมูลของโคขาวลำพูน โดยออกเยี่ยมเยียนเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ในเขตจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ให้ข้อมูลในลักษณะเดียวกันว่า "โคขาวลพูนได้พบเห็นมาช้านานแล้วอย่างน้อย 70-80 ปี และจะพบเห็นมากที่สุดในเขตพื้นที่ของจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ เท่านั้น" เกษตรกรบางท่านเล่าว่า "ชาวเมืองลำพูนนิยมใช้โคขาวลำพูนลากเกวียน เพราะจะทำให้มีสง่า ราศีดี เนื่องจากเป็นโคที่มีลักษณะใหญ่และมีสีขาวปลอดทั้งตัว ใครที่มีโคขาวลำพูนเทียมเกวียนในสมัยก่อนเปรียบได้กับการมีรถเบนซ์ไว้ใช้ขับในสมัยนี้นั่นเอง และเนื่องจากมีต้นกำเนิดที่จังหวัดลำพูน จึงเรียกโคพันธุ์นี้ว่า "โคขาวลำพูน"

 

จากคุณสมบัติที่มีลักษณะเด่นและเป็นลักษณะเฉพาะพันธุ์ โคขาวลำพูนจึงได้รับการคัดเลือกเพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งในปี พ.ศ. 2568 พระโคแรกนาขวัญ ได้แก่ พระโคพอ พระโคเพียง และพระโคสำรอง ได้แก่ พระโคเพิ่ม พระโคพูล

ลักษณะประจำพันธ์ มีขนสีขาวตลอดลำตัว เขา และกีบเท้ามีสีน้ำตาลส้ม ขอบตาและเนื้อจมูกมีสีชมพูส้ม ขนพู่หางมีสีขาว ไม่มีเหนียงสะดือ เหนียงคอมีพอประมาณไม่พับย่นมาก
น้ำหนักแรกเกิด 18-20 กิโลกรัม
น้ำหนักหย่านมเมื่ออายุ 200 วัน เฉลี่ย 100 กิโลกรัม
น้ำหนักเพศผู้เมื่อโตเต็มที่ 400-500 กิโลกรัม
น้ำหนักเพศเมียเมื่อโตเต็มที่ 250-300 กิโลกรัม
อายุเมื่อให้ลูกตัวแรก 33 เดือน
ระยะการอุ้มท้อง 290-295 วัน
ช่วงห่างการให้ลูก 380 วัน

โคพื้นเมืองสายภาคกลาง หรือโคลาน

P9180013

 

     ก่อนที่เครื่องจักรกลจะเข้ามาแทนที่ "โคลาน" (Kho Lan - Central Native Cattle) คือหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนเกษตรกรรมในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางคือ "แรงงานมีชีวิต" ที่อยู่เคียงข้างชาวนาไทยมาหลายศตวรรษ วันนี้ แม้บทบาทการเป็นโคงานจะลดน้อยลง แต่ สำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ เล็งเห็นถึงคุณค่ามหาศาลที่ซ่อนอยู่ในพันธุกรรมความแข็งแกร่ง ทนทาน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาสายพันธุ์ และอนุรักษ์ ให้อยู่คู่กับปศุสัตว์ไทยต่อไปอย่างยั่งยืนในอนาคต

 

          P9180028               P9180024                   P9180078

 

     โคลานนิยมเลี้ยงมากในภาคกลาง โดยเฉพาะจังหวัดเพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครปฐม และสุพรรณบุรี จากการที่เกษตรกรในจังหวัดดังกล่าวส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา เมื่อเพาะปลูกเสร็จแล้ว พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวเกษตรกรจะนำข้าวที่เก็บเกี่ยวแล้วมาวางเรียงวนในลักษณะวงกลม มีเสาไม้เป็นจุดศูนย์กลางสำหรับผูกโคราว(คาน) โดยใช้วิธีขอแรงงานจากโคของเพื่อนบ้านมาช่วย ซึ่งผูกโคเรียงเป็นแถวรายตัวให้พอเพียงกับข้าวที่ตั้งกองรายล้อมไว้ จากนั้นไล่โควิ่งวนเวียนรอบๆ เสาไม้ที่ปักไว้จนกว่าเมล็ดข้าวร่วงหล่นจากรวง เกษตรกรจะช่วยกันเก็บฟางข้าวออกจนหมดให้เหลือเฉพาะเมล็ดข้าวเปลือก หลังจากเสร็จสิ้นการเก็บข้าวแล้ว เกษตรกรจะมีเวลาว่างในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม จึงได้มีผู้คิดนำวิธีการนี้มาใช้และเพิ่มจำนวนโคที่วิ่งให้มากขึ้น นิยมจัดการแข่งขันในบริเวณวัด ต่อมาเริ่มจัดการแข่งขันนอกวัด จากเริ่มแรกเพื่อความสนุกสนานและต่อมาได้มีการพัฒนาวิธีการแข่งขันเรื่อยๆ จนถึง ปี พ.ศ. 2500 จึงได้ริเริ่มเดิมพันการแข่งขันวิ่งวัวลานกันมากขึ้น

ลักษณะประจำพันธุ์ นิสัยเปรียว ตื่นตกใจง่าย ลำตัวยาวบาง มีขนสีแดง สีน้ำตาลอ่อน น้ำตาลแก่ ดำ แดง และด่าง ไม่มีเหนียงสะดือ มีเหนียงคอบาง
น้ำหนักแรกเกิด 15-17 กิโลกรัม
น้ำหนักหย่านมเมื่ออายุ 200 วัน เฉลี่ย 78 กิโลกรัม
น้ำหนักเพศผู้เมื่อโตเต็มที่ 350-450 กิโลกรัม
น้ำหนักเพศเมียเมื่อโตเต็มที่ 250-300 กิโลกรัม
อายุเมื่อให้ลูกตัวแรก 33 เดือน
ระยะการอุ้มท้อง 270-275 วัน
ช่วงห่างการให้ลูก 365-380วัน

 

โคพื้นเมืองสายภาคใต้ หรือโคชน

โคพื้นเมืองสายภาคใต้ หรือโคชนนิยมเลี้ยงกันมากทางภาคใต้ ซึ่งจากการที่คนภาคใต้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา เมื่อหลังฤดูเก็บเกี่ยวประมาณเดือนมีนาคม -เมษายน ชาวนาจะปล่อยโคออกหากินตามท้องทุ่งเป็นฝูงใหญ่ โคจากในหมู่บ้านมีโอกาสพบกัน ประกอบกับเป็นช่วงฤดูผสมพันธุ์โคตัวผู้จึงชนกันแย่งชิงเป็นจ่าฝูง เพื่อจะได้ยึดครองโคตัวเมีย ชาวบ้านจึงได้เห็นลีลาการชนของโคบางตัว เกิดความรู้สึกพอใจ ประทับใจ และคัดเลือกไว้เป็นโคชน ซึ่งโคชนจะต้องเป็นโคตัวผู้ที่มีลักษณะดี มีอายุประมาณ 4-5 ปี ต้องมีสายพันธุ์เป็นโคชนโดยเฉพาะ ผ่านการเลี้ยงดูฟิตซ้อมร่างกายให้แข็งแรงและฝึกชนบ่อยๆ จนกลายเป็นโคชนที่มีคุณสมบัติเด่นเพาะ เช่น แข็งแรง สมบูรณ์ มีไหวพริบในการชน และทรหดอดทนเป็นพิเศษ เป็นต้น โคชนมีมากที่สุดในจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง และสงขลา

การชนวัวในจังหวัดทางภาคใต้นั้น ส่วนมากจะไม่จัดให้ตรงกันคือหมุนเวียนกันชนในจังหวัดหรืออำเภอ หรืออำเภอใกล้ๆ กัน เช่น บ่อนหนึ่งชนวันเสาร์ อีกบ่อนหนึ่งชนวันอาทิตย์ หรืออาจจะจัดให้ชนกันแห่งละสัปดาห์ของเดือนหนึ่งๆ ก็มี ทั้งนี้เพื่อให้นักเลงวัวชนได้มีโอกาสได้เล่นพนันกันอย่างทั่วถึง อันเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้นักเลงวัวชนในจังหวัดภาคใต้ได้รู้จักและคุ้นเคยกันเป็นส่วนมากมีผู้รู้บางท่านให้ความเห็นว่า ชาวไทยภาคใต้น่าจะได้กีฬาประเภทนี้มาจากพวกโปรตุเกส คือในสมัยพระเจ้าเอมมานูเอล แห่งโปรตุเกสได้แต่งฑูตเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีกับไทย ในปี พ.ศ. ๒๐๖๑ ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์นี้ได้ทรงอนุญาติให้ชาวโปรตุเกสเข้ามาทำการค้าขายในเมืองไทย ซึ่งเป็นฝรั่งชาติแรกที่เข้ามาค้าขายกับไทยโดยทางเรือและให้ทำการค้าขายใน ๔ เมือง คือกรุงศรีอยุธยา นครศรีธรรมราช ปัตตานี และมะริด

นอกจากทำการค้าขายแล้ว ชาวโปรตุเกสบางพวกยังได้เผยแพร่ขนบธรรมเนียมไว้หลายอย่าง เช่นการติดตลาดนัดการทำเครื่องถม และการชนวัว เป็นต้นการชนวัว มักจัดให้มีขึ้นในงานเทศกาลต่าง ๆ เช่น งานเทศกาลสารทเดือนสิบที่จังหวัดนครศรีธรรมราช หรืองานเฉลิมพระชนมพรรษา (งานฉลองรัฐธรรมนูญเดิม) ที่จังหวัดตรัง เป็นต้น

ในช่วงปกติจะชนได้เดือนละ ๑ ครั้งเท่านั้น โดยกำหนดให้ชนได้ในวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ สัปดาห์ใดสัปดาห์หนึ่งของเดือน แต่ถ้าวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ที่กำหนดไว้นั้นตรงกับวันธรรมสวนะก็ต้องเลื่อนไปชนกันในวันเสาร์หรือวันอาทิตย์อื่นในปัจจุบันจังหวัดในภาคใต้นิยมกีฬาประเภทนี้กันมาก คือ จังหวัดนครศรีธรรมราช ตรัง สงขลา พัทลุง ปัตตานี ยะลา สตูล นราธิวาส ในบางอำเภอของจังหวัดกระบี่ และที่อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขณะนี้กีฬาวัวชนยังได้แพร่หลายขึ้นไปทางจังหวัดทางภาคเหนือบางจังหวัด คือจังหวัดตากกำแพงเพชร สุโขทัย และพิษณุโลก แต่ก็ไม่นิยมกันจริงจังเหมือนในจังหวัดภาคใต้วัวที่ใช้ชนเรียกว่าวัวชน นั้น ต้องเป็นพันธุ์วัวชนโดยเฉพาะถึงจะดี วัวใช้งานธรรมดา หรือวัวเนื้อไม่ค่อยจะนิยมใช้เป็นวัวชนกันนัก วัวชนต้องเป็นวัวตัวผู้ อายุระหว่าง ๔-๖ ปี ซึ่งเรียกว่า “ถึก” อันเป็นระยะเวลาของอายุเหมาะที่จะชน ถ้าไม่แพ้หลายครั้งหรือเสียวัวเสียก่อนก็อาจจะชนได้ถึงอายุ ๑๔-๑๕ ปี

วัวชนที่ดีต้องมีคุณสมบัติบางอย่างในการต่อสู้ คือต้องมีน้ำใจทรหดอดทน มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ มีไหวพริบหรือชั้นเชิงในการชนที่ดี ที่เรียกกันว่า “ชนดี ใจดี แรงดี” กับต้องมีลักษณะที่ดีอื่นๆ อีกหลายอย่างตามความเชื่อ เท่าที่มีผู้กล่าวไว้ในอดีตอาจจะประมวลมากล่าวเฉพาะที่สำคัญได้ ดังนี้

สรุปวัวชนที่ดีจะลักษณะทั่ว ๆ ไปต้องประกอบด้วย

  1. คร่อมอกใหญ่ ให้หาคร่อมอกใหญ่ ๆ อย่างคร่อมอกเสือถึงจะดีมีดำลังมาก
  2. ท้องใหญ่ มีกำลังมากชนได้นานกว่าวัวท้องเล็ก
  3. กระดูกใหญ่ เช่น กระดูกเท้าใหญ่เหมือนควายจะดีมาก
  4. คอยาวใหญ่ จะเป็นวัวที่แข็งแรงและแก้เพลียงได้ดีกว่าและเร็วกว่าวัวคอสั้น แต่คอยาวเหมือนคอกวางก็ไม่ดี
  5. หนอกหรือโหนก รูปก้อนเส้าถึงจะดี ถ้าแบนเป็นใบพัดไม่ดี
  6. เขา  ให้หาเขาใหญ่ ๆ ถึงจะดีและถ้ามีขนงอกปิดโคนเขาก็จะดีมาก
  7. หน้าหัวแคบ คือระหว่างเขาแคบถึงจะดี เพราะถ้าหน้าหัวแถบส่วนมากจะเขาใหญ่
  8. คิ้ว  ให้หาคิ้วหนานัยน์ตาไม่ถลนถึงจะดี
  9. ตาเล็ก ดี
  10. ใบหูเล็ก ให้หาที่ใบหูเล็กเหมือนหูม้าถึงจะดีและถ้ามีขนในหูมากก็ยิ่งดี
  11. หน้าตาคมคายเกลี้ยงเกลา ถึงจะดี
  12. หน้าผาก หรือหน้าหัวถ้ามีขนมาก หรือขนรกถึงจะดี
  13. ข้อเท้า ให้เลือกหาข้อเท้าสั้น ๆ จะดีมาก ถ้าข้อเท้ายาวไม่ดี
  14. เล็บ ให้เลือกหาเล็บใหญ่ที่เรียกว่า “เล็บพรก” (เล็บคล้ายกะลามะพร้าวคว่ำ) ถึงจะดี เล็บยาว หรือเล็บตรงไม่ดี
  15. ให้เอาที่หางเล็กเรียวจะดีมาก ถ้าหางใหญ่ไม่ดี แต่โคนหางใหญ่ดี
  16. ขนหาง ให้หาขนหางเล็ก ๆ เหมือนเส้นด้าย เส้นไหมและถ้าขนหางบิดนิด ๆ จะดีมาก ขนหางยาวถึงน่องไม่ดี ขนหางหยาบ หรือขนหางเป็นพวงหงิกงอที่เรียกว่า “หางโพ่ย”ไม่ดี
  17. อัณฑะ  ให้หาที่มีลูกอัณฑะเล็ก และปลายอัณฑะบิดนิด ๆ หรือยานตวัดไปข้างหน้าจะดีเลิศ ยิ่งถ้ามีลูกอัณฑะเพียงลูกเดียวก็ยิ่งดีเลิศ เรียกว่า “อ้ายหน่วย” หรือ “ทองแดง” เป็นวัวที่หายาก
  18. ลึงค์ ให้หาที่ลึงค์ยาว ๆ ใหญ่ ๆ ถึงจะดี ถ้าลำลึงค์ยาวตั้งแต่ลูกอัณฑะ จนถึงกลางท้องแสดงถึงการมีพลังมาก ถ้ามีขนที่ปากลำลึงค์ดกมาก แสดงถึงความมีใจสู้ไม่ค่อยยอมแพ้คู่ต่อสู้ง่าย ๆ
  19. ขน  ให้หาที่ขนละเอียด เลี่ยน จึงจะดี ถ้าขนแห้ง คือไม่เป็นมันก็จะดีมาก (สำหรับข้อนี้ยกเว้นเฉพาะวัวนิลเพชรเท่านั้น เพราะวัวนิลเพชรจะมีขนดำเป็นมันหรือขนเปียก)
ลักษณะประจำพันธุ์ มีขนสีแดง สีน้ำตาลอ่อน น้ำตาลแก่ ดำ แดง และด่าง ไม่มีเหนียงสะดือ มีเหนียงคอบาง
น้ำหนักแรกเกิด 14-15 กิโลกรัม
น้ำหนักหย่านมเมื่ออายุ 200 วัน เฉลี่ย 76 กิโลกรัม
น้ำหนักเพศผู้เมื่อโตเต็มที่ 350-450 กิโลกรัม
น้ำหนักเพศเมียเมื่อโตเต็มที่ 230-250 กิโลกรัม
อายุเมื่อให้ลูกตัวแรก 39 เดือน
ระยะการอุ้มท้อง 270-275 วัน
ช่วงห่างการให้ลูก 365-380วัน

 แหล่งที่มา: ภาพที่ 1 https://hilight.kapook.com/view/119514
                   ภาพที่ 2 https://clib.psu.ac.th/southerninfo/content/2/84e61c2f
                   ภาพที่ 3 https://www.komchadluek.net/scoop/262362


 

โคบราห์มัน (Brahman)

โคบราห์มัน (Brahman)

 

P2100110

 

โคบราห์มัน จัดเป็นโคเนื้อในเขตร้อน (Bos indicus) มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในประเทศอินเดีย โดยคำว่าบราห์มัน เชื่อว่ามาจากคำว่า Bramini ซึ่งเป็นประเพณีทางศาสนาพราหมที่มีพ่อโคศักดิ์สิทธิ์ชื่อพราหมณี โดยโคบราห์มันเป็นโคที่พัฒนาพันธุ์มาจากพันธุ์ดั้งเดิมของโคเมืองร้อนหลายพันธุ์ได้แก่ พันธุ์ Guzerat, Nellore หรือ Ongole, Gir, Krishna และ Valley เป็นต้น ซึ่งโคเหล่านี้เป็นพันธุ์โคเมืองร้อนที่นิยมเลี้ยงกันในทั่วทุกภูมิภาคของโลก ใช้เป็นโคอเนกประสงค์ทั้งในแง่ของการผลิตเป็นโคพันธุ์แท้ โคลูกผสมโคเนื้อหรือโคนม โดยใช้เป็นแม่พื้นฐานในการสร้างสายพันธุ์โคพันธุ์ใหม่

 

P2100137    P2100102   P2100097

 

กรมปศุสัตว์ โดยกองบำรุงพันธุ์สัตว์ได้นำโคพันธุ์อเมริกันบราห์มันจากต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 และทำการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์มาโดยตลอด ในระยะแรกการคัดเลือกพ่อพันธุ์เพื่อทดแทนในฝูงผสมพันธุ์ได้ ใช้วิธีการทดสอบสมรรถภาพการเจริญเติบโตที่สถานีทดสอบกลาง โดยทำการทดสอบโคเพศผู้ที่ศูนย์วิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์ท่าพระ สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์มหาสารคาม และปัจจุบันที่ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ลำพญากลาง มีการเก็บข้อมูล ซึ่งได้แก่ พันธุ์ประวัติ ลักษณะการเจริญเติบโตและความสมบูรณ์พันธุ์ หลังจากปี พ.ศ. 2538 ได้ดำเนินการคัดเลือกพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์โดยใช้คุณค่าการผสมพันธุ์ ผลจากการปรับปรุงคัดเลือกพันธุ์ดังกล่าวจึงถูกเรียกว่า "โคพันธุ์ไทยบราห์มัน"

 

โคเพศผู้บางส่วนใช้สำหรับปรับปรุงพันธุ์โคพื้นเมืองและลูกผสมพื้นเมืองของเกษตรกรเพื่อเพิ่มปริมาณเนื้อและใช้เป็นแม่พันธุ์พื้นฐานในการผลิตโคเนื้อหรือโคนมคุณภาพดี ซึ่งโคดังกล่าวนี้มีลักษณะรูปร่างภายนอกเหมือนกับโคพันธุ์อเมริกับราห์มัน และมีอัตราการเจริญเติบโตความสมบูรณ์พันธุ์ใกล้เคียงกับโคในรุ่นปู่ ย่า ที่นำเข้าจากประเทศสหรัสอเมริกาแต่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมของประเทศไทยมากกว่า

 

ลักษณะประจำพันธุ์ เป็นโคที่มีขนาดรูปร่างใหญ่ปานกลาง มีตะโหนกใหญ่พอประมาณ เหนียงคอยานค่อนข้างมากพับซ้อนเป็นหลืบ
หนังท้องค่อนข้างหน่อนยาน ขนสั้นเกรียนสีขาวเทาและสีแดง อาจพบลักษณะลายจุดด้วย หูค่อนข้างยาวและกว้างปานกลาง
น้ำหนักแรกเกิด 28-30 กิโลกรัม
น้ำหนักหย่านมเมื่ออายุ 200 วัน เฉลี่ย 170 กิโลกรัม
อัตราการเจริญเติบโตเมื่อขุน 1,000 กรัม/วัน
น้ำหนักเพศผู้เมื่อโตเต็มที่ 800-1,000 กิโลกรัม
น้ำหนักเพศเมียเมื่อโตเต็มที่ 500-600 กิโลกรัม
อายุเมื่อให้ลูกตัวแรก 36 เดือน
ช่วงห่างการให้ลูก 500 วัน

โคตาก (Tak Beef Cattle)

โคตาก (Tak Beef Cattle)

 

 

ประเทศไทยได้มีการนำเข้าโคเนื้อคุณภาพดีจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากในแต่ละปี ทั้งๆ ที่น่าจะผลิตได้เองภายในประเทศ กรมปศุสัตว์ได้มีโครงการสร้างโคพันธุ์ตาก เพื่อเป็นโคที่ให้เนื้อคุณภาพสูง มีการเจริญเติบโตดี โดยการนำเอาข้อดีของโคทั้ง 2 พันธุ์เข้ามารวมไว้ในพันธุ์เดียวกัน พันธุ์แรกที่ใช้คือ "โคพันธุ์ชาร์โรเลส์ (Charolais)" ซึ่งเป็นโคยุโรปที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูง ให้เนื้อคุณภาพดี เปอร์เซ็นต์ซากสูง พันธุ์ที่ 2 คือ "โคพันธุ์ไทยบราห์มัน (Thai Brahman)" ซึ่งเป็นโคเลือดอินเดียที่มีความดีเด่นเรื่องการทนร้อน ทนโรค และแมลงได้ดี โดยคาดหวังว่าโคพันธุ์ตากจะเป็นโคพันธุ์ใหม่ ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตโคเนื้อของประเทศไทย โดยเฉพาะในธุรกิจโคขุนได้เป็นอย่างด  ดังนั้น กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ตากเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินโครงการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 เป็นต้นมา โดยมาสถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์ในภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ สถานีฯ พิษณุโลก และ สถานีฯ นครสวรรค์ ร่วมดำเนินการ

 

โคพันธุ์ตากเป็นพันธุ์โคเนื้อที่สร้างขึ้นใหม่จากการผสมพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นโคที่เติบโตเร็วในสภาพแวดล้อมการเลี้ยงดูของประเทศไทย มีสายเลือดโคพันธุ์ชาร์โรเลส์ 62.5% โคพันธุ์ไทยบราห์มัน 37.5% ให้เนื้อคุณภาพดีที่สามารถสนองความต้องการของตลาดเนื้อโคชั้นสูง ได้แก่ ภัตตาคารและโรงแรมชั้นนำ ทำให้ทดแทนการนำเข้าเนื้อโคคุณภาพดีจากต่างประเทศได้

 

ลักษณะประจำพันธุ์ เป็นโคที่มีขนาดใหญ่ปานกลาง อกกว้างและลึกมาก หลังตรง สะโพกใหญ่ ไหล่หนา คอสั้น
ลำตัวมองดูเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีกล้ามเนื้อมาก ขนมีลักษณะสั้นเกรียน สีขาวครีมหรือน้ำตาลอ่อน
หูกางขนาดเล็กและสั้นพอสมควร มีตะโหนกเพียงเล็กน้อย เหนียงคอหย่อนยานพอสมควร หนังสะดือหย่อนยานเล็กน้อย
น้ำหนักแรกเกิด 29-32 กิโลกรัม
น้ำหนักหย่านมปรับที่อายุ 200 วัน เฉลี่ย 190 กิโลกรัม
อัตราการเจริญเติบโตเมื่อขุน 1,400 กรัม/วัน
น้ำหนักเพศผู้เมื่อโตเต็มที่ 800-1,000 กิโลกรัม
น้ำหนักเพศเมียเมื่อโคเต็มที่ 500-600 กิโลกรัม
อายุเมื่อให้ลูกตัวแรก 36 เดือน
ช่วงห่างการให้ลูก 500 วัน
เปอร์เซ็นต์ซาก 60-63 %

 

โคกบินทร์บุรี (Kabinburi Beef Cattle)

โคกบินทร์บุรี (Kabinburi Beef Cattle)

 

โคพันธุ์ใหม่ของกรมปศุสัตว์ โดยกองบำรุงพันธุ์สัตว์ได้ทำการศึกษาวิจัยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างแม่โคพันธุ์ไทยบราห์มัน(Thai Brahman) ซึ่งเป็นโคเลือดอินเดียที่มีความดีเด่นเรื่องการทนร้อน ทนโรค และแมลงได้ดี และน้ำเชื้อพ่อโคพันธุ์ซิมเมนทอล(Simmental) ชั้นเยี่ยมจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นโคยุโรปที่มีลักษณะกึ่งเนื้อและกึ่งนม

จากนั้นทำการผสมและคัดเลือกพันธุ์โคในฝูงให้มีระดับสายเลือดของโคพันธุ์ไทยบราห์มัน 50% และโคพันธุ์ซิมเมนทอล 50% โดยใช้วิธีการผสมพันธุ์ภายในฝูง(Inter se mating) คัดเลือกสัตว์ที่มีความดีเด่นในด้านความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยได้ เลี้ยงง่าย โตเร็ว มีความสมบูรณ์พันธุ์สูง ให้ผลผลิตน้ำนมคุณภาพดี และให้เนื้อที่มีคุณภาพดี คือ ให้ทั้งเนื้อและนม เหมาะสมที่จะนำไปเผยแพร่ขยายพันธุ์ให้เป็นทางเลือกหนึ่งแก่เกษตรกรทั่วไป

 

ลักษณะประจำพันธุ์ หน้าผากโหนกหนา กลางกระหม่อมเรื่อยลงมาจนถึงสันจมูกมีสีขาวตั้งแต่น้อยไปถึงมาก ลำตัวหนาลึกพอประมาณ สะโพกใหญ่
ไหล่หนา มีขนสั้นเกรียน สีน้ำตาลอ่อนจนถึงสีน้ำตาลเข้ม มีตะโหนกเล็กน้อย เหนียงคอหย่อนยานพอสมควร หนังสะดือหย่อนยานเล็กน้อย
น้ำหนักแรกเกิด 29-35 กิโลกรัม
น้ำหนักหย่านมปรับที่อายุ 200 วัน 200 กิโลกรัม
อัตราการเจริญเติบโตเมื่อขุน 1,100 กรัม/วัน
น้ำหนักเพศผู้เมื่อโตเต็มที่ 800-900 กิโลกรัม
น้ำหนักเพศเมียเมื่อโตเต็มที่ 500-650 กิโลกรัม
อายุเมื่อให้ลูกตัวแรก 36 เดือน
ช่วงห่างการให้ลูก 500 วัน
ผลผลิตน้ำนม เฉลี่ย 7 กิโลกรัม
เปอร์เซ็นต์ซาก 54-56 %

 

Lorem Ipsum ...

โคทาจิมะ (Tajima Cattle)

โคพื้นเมืองสายภาคเหนือ หรือโคขาวลำพูน

 

โคขาวลำพูนเป็นโคพันธุ์พื้นเมืองพันธุ์หนึ่ง ประวัติความเป็นมาเป็นอย่างไรไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด กลุ่มคนบางกลุ่มเล่าว่า เกิดจากการกลายพันธุ์ของโคพื้นเมืองในสมัยพระนางจามเทวี เป็นสัตว์คู่บารมีของชนชั้นปกครองสมัยนั้น จากการออกสำรวจของเจ้าหน้าที่ศูนย์การศึกษาพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เกี่ยวกับข้อมูลของโคขาวลำพูน โดยออกเยี่ยมเยียนเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ในเขตจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ให้ข้อมูลในลักษณะเดียวกันว่า "โคขาวลพูนได้พบเห็นมาช้านานแล้วอย่างน้อย 70-80 ปี และจะพบเห็นมากที่สุดในเขตพื้นที่ของจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ เท่านั้น" เกษตรกรบางท่านเล่าว่า "ชาวเมืองลำพูนนิยมใช้โคขาวลำพูนลากเกวียน เพราะจะทำให้มีสง่า ราศีดี เนื่องจากเป็นโคที่มีลักษณะใหญ่และมีสีขาวปลอดทั้งตัว ใครที่มีโคขาวลำพูนเทียมเกวียนในสมัยก่อนเปรียบได้กับการมีรถเบนซ์ไว้ใช้ขับในสมัยนี้นั่นเอง และเนื่องจากมีต้นกำเนิดที่จังหวัดลำพูน จึงเรียกโคพันธุ์นี้ว่า "โคขาวลำพูน"

 

จากคุณสมบัติที่มีลักษณะเด่นและเป็นลักษณะเฉพาะพันธุ์ โคขาวลำพูนจึงได้รับการคัดเลือกเพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งในปี พ.ศ. 2568 พระโคแรกนาขวัญ ได้แก่ พระโคพอ พระโคเพียง และพระโคสำรอง ได้แก่ พระโคเพิ่ม พระโคพูล

ลักษณะประจำพันธ์ มีขนสีขาวตลอดลำตัว เขา และกีบเท้ามีสีน้ำตาลส้ม ขอบตาและเนื้อจมูกมีสีชมพูส้ม ขนพู่หางมีสีขาว ไม่มีเหนียงสะดือ เหนียงคอมีพอประมาณไม่พับย่นมาก
น้ำหนักแรกเกิด 18-20 กิโลกรัม
น้ำหนักหย่านมเมื่ออายุ 200 วัน เฉลี่ย 100 กิโลกรัม
น้ำหนักเพศผู้เมื่อโตเต็มที่ 400-500 กิโลกรัม
น้ำหนักเพศเมียเมื่อโตเต็มที่ 250-300 กิโลกรัม
อายุเมื่อให้ลูกตัวแรก 33 เดือน
ระยะการอุ้มท้อง 290-295 วัน
ช่วงห่างการให้ลูก 380 วัน