กระบือปลัก

 

ชื่อสามัญ กระบือปลัก (Native Buffalo)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Bubalus bubalis
ถิ่นกำเนิดและแหล่งที่เลี้ยง
มีถิ่นกำเนิดแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์) รวมทั้ง ออสเตรเลียเลี้ยงกันมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งตอนบนและตอนล่างของประเทศ   เพื่อใช้ลากจูง เทียมเกวียน และเป็นอาหารโปรตีนที่สำคัญโดยเฉพาะในงานพิธีและเทศกาลที่สำคัญ
ลักษณะประจำพันธุ์
ลักษณะภายนอก ของควายพื้นเมืองนั้นโดยทั่วไป ลำ ตัว กำ ยำ ล่ำสัน (stocky) ซึ่งเหมาะสมกับการใช้แรงงาน ขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ลำ ตัว ค่อนข้างลึก รอบอกใหญ่ท้องกางใหญ่ คอใหญ่ หน้าอกกว้าง อวบแข็งแรง หัวลักษณะค่อนข้างยาว หน้าผากแคบ บางตัว เขาสั้นกุด บางตัว เขาโค้ง แอ่นหลัง เล็กน้อย แล้วงอนเข้าหากัน หรือบางตัว อาจจะมีเขายาวจัดและกางแยกออกจากกันขนานกับ ระดับพื้นดิน แล้ว โค้งขึ้นเล็กน้อยหลังไม่ตรง บริเวณบั้น ท้ายหักลาดหางยาวลงไปประมาณถึงข้อ เข่าหลัง หรือยาวกว่า เล็กน้อย และมีพู่หางเป็นพวงไม่ใหญ่นัก เท้ามีขนาดใหญ่ กีบเท้าทั้งคู่ชิดกัน แข็งแรง ผิวหนัง ตลอดร่างกายเป็นสีเทาแก่ แต่ไม่ถึงกับดำจัด ขนปกคลุมร่างกายทั่ว ๆไป จัด ว่า มีขนบางมาก และค่อนข้างหยาบ บริเวณที่มีขนอยู่มากคือ เท้า ทั้ง 4 และบริเวณหัว สี ของควายไทยมี 2 สี คือสีเทาดา และสีขาว (เผือก)

  1. เพศผู้ มีลึงค์อยู่ในปลอกหุ้มที่ติดลำตัว ถุงอัณฑะเล็กไม่คอดกิ่วในส่วนที่ใกล้กับท้อง
  2. เพศเมีย มดลูกมีขนาดใหญ่กว่าโค รังไข่ติดแน่นกว่าโค ท่อไข่มีพังผืดหนายึดไว

ลักษณะทางเศรษฐกิจ
สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งได้ดี สามารถใช้ประโยชน์จากอาหารคุณภาพต่ำได้ดีมีความแข็งแรงทนทาน มีความสามารถทนทานต่อโรคและแมลง และคุณภาพเนื้อมีปริมาณโคเลสเตอรอลน้อย

 



 

ไก่แดง

 

ชื่อสามัญ          ไก่แดง
ชื่อวิทยาศาสตร์  Gallus  gallus

ถิ่นกำเนิดและแหล่งที่เลี้ยง


เป็นไก่พื้นเมืองไทย กรมปศุสัตว์ โดยศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์สุราษฎร์ธานี อำเภอพุนพิน จังหวัด สุราษฎร์ธานี ได้ทำการคัดเลือกพันธุ์ และให้ชื่อว่า "ไก่แดงสุราษฎร์ธานี" แหล่งที่เลี้ยงพบมากในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย

 

ลักษณะประจำพันธุ์
               -  เพศผู้      มีสร้อยคอสีแดง ขนหางสีแดง-ดำ ขนลำตัวสีแดง แข้ง ปาก สีเหลือง ใบหน้าสีแดง หงอนถั่ว
               -  เพศเมีย  ลักษณะเหมือนเพศผู้ ยกเว้น ไม่มีขนสร้อยคอและมีขนหางสีแดง
ลักษณะทางเศรษฐกิจ
- อายุ 12 สัปดาห์ น้ำหนักตัวเพศผู้ 1,083 - 1,393 กรัม เพศเมีย 857 - 1,071 กรัม
- ประสิทธิภาพการใช้อาหาร (FCR) 3.6
- อัตราการตาย (Mortality) 3.4 %
- อายุเมื่อให้ไข่ฟองแรก 181 - 203 วัน
- ผลผลิตไข่ 78 - 140 ฟอง/แม่/ปี

 

 

โคขาวลำพูน

 

ชื่อสามัญ             โคขาวลำพูน
ชื่อวิทยาศาสตร์     Bosindicus
ถิ่นกำเนิดและแหล่งที่เลี้ยง


โคขาวลำพูนเป็นโคพันธุ์พื้นเมืองพันธุ์หนึ่ง ประวัติความเป็นมาเป็นอย่างไรไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด กลุ่มคนบางกลุ่มเล่าว่า เกิดจากการกลายพันธุ์ของโคพื้นเมืองในสมัยพระนางจามเทวี เป็นสัตว์คู่บารมีของชนชั้นปกครองสมัยนั้น จากการออกสำรวจของเจ้าหน้าที่ศูนย์การศึกษาพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เกี่ยวกับข้อมูลของโคขาวลำพูน โดยออกเยี่ยมเยียนเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ในเขตจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ให้ข้อมูลในลักษณะเดียวกันว่า "โคขาวลำพูนได้พบเห็นมาช้านานแล้วอย่างน้อย 70-80 ปี และจะพบเห็นมากที่สุดในเขตพื้นที่ของจังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ เท่านั้น" เกษตรกรบางท่านเล่าว่า "ชาวเมืองลำพูนนิยมใช้โคขาวลำพูนลากเกวียน เพราะจะทำให้มีสง่า ราศีดี เนื่องจากเป็นโคที่มีลักษณะใหญ่และมีสีขาวปลอดทั้งตัว ใครที่มีโคขาวลำพูนเทียมเกวียนในสมัยก่อนเปรียบได้กับการมีรถเบนซ์ไว้ใช้ขับในสมัยนี้นั่นเอง และเนื่องจากมีต้นกำเนิดที่จังหวัดลำพูน จึงเรียกโคพันธุ์นี้ว่า "โคขาวลำพูน"

          จากคุณสมบัติที่มีลักษณะเด่นและเป็นลักษณะเฉพาะพันธุ์ โคขาวลำพูนจึงได้รับการคัดเลือกเพื่อใช้ใน    พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ

ลักษณะประจำพันธุ์
มีขนสีขาวตลอดลำตัว เขา และกีบเท้ามีสีน้ำตาลส้ม ขอบตาและเนื้อจมูกมีสีชมพูส้ม ขนพู่หางมีสีขาว ไม่มีเหนียงสะดือ เหนียงคอมีพอประมาณไม่พับย่นมาก น้ำหนักแรกเกิด 18-20 กิโลกรัม น้ำหนักหย่านมเมื่ออายุ 200 วัน เฉลี่ย 100 กิโลกรัม น้ำหนักเพศผู้เมื่อโตเต็มที่ 400-500 กิโลกรัม น้ำหนักเพศเมียเมื่อโตเต็มที่ 250-300 กิโลกรัม อายุเมื่อให้ลูกตัวแรก 33 เดือน ระยะการอุ้มท้อง 290-295 วัน ช่วงห่างการให้ลูก 380 วัน
ลักษณะทางเศรษฐกิจ เป็นโคที่มีลักษณะใหญ่และมีสีขาวปลอดทั้งตัว

 

ไก่เบตง

 

ชื่อสามัญ  ไก่เบตง (Betong Chicken)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Gallus gallus
ถิ่นกำเนิดและแหล่งที่เลี้ยง


ไก่เบตง เป็นไก่พื้นเมืองที่น่าสนใจของภาคใต้ เป็นไก่ที่เลี้ยงโดยชาวจีนกวางใส และจีนแคะ  ที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอเบตง  ไก่เบตงมีแหล่งกำเนิดมาจากไก่พันธุ์แลงชานของประเทศจีน และ นำเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทย โดยคนจีนที่อพยพมาจากเมืองกวางใส พบเลี้ยงกันมากใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ยะลา ปัตตานีและนราธิวาส


ลักษณะประจำพันธุ์
ลักษณะประจำพันธุ์ของไก่เบตง มีดังนี้คือ เมื่อตอนเล็กๆ ขนบนตัวแทบไม่มี พอโตขึ้น จนมีอายุเฉลี่ยประมาณ 1 เดือน ขนเริ่มออกเต็มตัว ยกเว้นที่ลำคอจะมีขนน้อยมากจนมองเห็นหนัง คอสีแดง เมื่อโตขึ้นเต็มวัยหรือมีน้ำหนัก 1-1.5 กิโลกรัมขึ้นไป ปากจะมีสีเหลืองผสมสีแดง ตุ้มหูสี แดง คิ้วและบริเวณตาจะมีขนสีเหลืองแซมสีขาว สีขนตลอดลำตัวมีสีเหลืองและขนาดสั้นทั้งที่ ปลายปีกและปลายหาง ลำแข้งมีสีเหลืองตลอด หนังตลอดลำตัวก็มีสีเหลืองเช่นกัน เดือยเมื่อโต เต็มที่จะยาวไม่เกิน 1 ซม. น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่สูงสุดไม่เกิน 3 กิโลกรัม อกใหญ่ น่องใหญ่ ลำตัวกว้างลึก


ลักษณะทางเศรษฐกิจ

    •   น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ เพศผู้ 2,500 กรัม เพศเมีย 2,000 กรัม ผลผลิตไข่ 63ฟอง/ปี
    •   น้ำหนักตัวเมื่อให้ไข่ฟองแรก 1,690 กรัม น้ำหนักตัวเมื่ออายุ 12 สัปดาห์ 1,090 กรัม น้ำหนักตัวเมื่ออายุ 16 สัปดาห์ 1,610 กรัม
    •  ไก่เบตงมีเนื้อเหนียวนุ่ม รสชาติอร่อย นิยมทำเป็นไก่สับ ไก่นึ่ง ไก่ต้มเครื่องยาจีน ข้าวมันไก่

 

แพะดำ (วังคีรี)

 

ชื่อสามัญ  แพะดำ (วังคีรี)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Capra hircus
ถิ่นกำเนิดและแหล่งที่เลี้ยง


แพะดำ (วังคีรี) เปนแพะที่มีขนาดเล็ก มีการเลี้ยงและขยายพันธุกันอยางแพรหลายในแถบชนบทในเขตภาคใต้ของประเทศไทย โดยมากแพะที่มีอยูมีการสันนิษฐานวาการนําแพะเขามาเลี้ยงนั้นไดมาจากสายพันธุแพะในประเทศอินเดีย และประเทศมาเลเซีย ดวยเหตุผลของการเผยแผศาสนาและวัฒนธรรมการเลี้ยงแพะของประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลาม พบเลี้ยงกันมากในภาคใต้ แถบจังหวัด ตรัง สตูล สงขลา ฯลฯ


ลักษณะประจำพันธุ์
เปนแพะที่มีขนาดตัวเล็ก ลักษณะของแพะมักจะคอนขางแปรผันมากทั้งในสวนของขนาด รูปราง และสีสันของลําตัวแพะ คือมีมากมายหลายสีตั้งแต สีเหลือง แดงน้ำตาลแดง น้ำตาลเขม ดํา หรืออาจมีลักษณะแบบสีผสม  เชน ขาวน้ำตาล ขาวดํา น้ำตาลดําอาจพบลําตัวแพะมีลายจุด หรือลายเปนวง เปนแตม หรือมีลายกระดาง กระดํา มีการผสมสีกันจนสีของลําตวดั ูเปรอะไปทั้งตัวเปนตน  แพะเพศผู้และเพศเมียมีความสูงที่หัวไหล่เฉลี่ย 48.5 เซนติเมตร มีความยาวรอบอกเฉลี่ย 59.6 เซนติเมตร และมีน้ำหนักตัวเฉลี่ย 16 .4 กิโลกรัม โตเต็มที่เพศผู้หนัก 25-30 กก. เพศเมีย 20 กก. สามารถผสมพันธุได้ตลอดป


ลักษณะทางเศรษฐกิจ

    • มีการเจริญเติบโตเปนหนุมเปนสาวไดเร็ว สามารถใชแพะผสมพันธุไดตั้งแตอายุเพียง 8 – 10 เดือน
    • แพะมีความสมบูรณพันธุสงู แมแพะมักคลอดลูก 1 – 3 ตัว และใชระยะเวลาในการเลี้ยงลูกสั้น จึงทําใหสามารถตั้งทองไดใหม
    • แพะเปนสัตวที่สามารถปรับตัวเขากับสภาพแวดลอมไดดี มีความทนทานตอสภาพอากาศแลงและรอนไดดีี

 

โคชน

 

ชื่อสามัญ  โคชน
ชื่อวิทยาศาสตร์  Bos indicus
ถิ่นกำเนิดและแหล่งที่เลี้ยง


โคชน นิยมเลี้ยงมากในภาคใต้ มีมากในจังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุงและตรัง  ซึ่งจากการที่คนภาคใต้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา เมื่อหลังฤดูเก็บเกี่ยวประมาณเดือนมีนาคม -เมษายน ชาวนาจะปล่อยโคออกหากินตามท้องทุ่งเป็นฝูงใหญ่ โคจากในหมู่บ้านมีโอกาสพบกัน ประกอบกับเป็นช่วงฤดูผสมพันธุ์โคตัวผู้จึงชนกันแย่งชิงเป็นจ่าฝูง เพื่อจะได้ยึดครองโคตัวเมีย ชาวบ้านจึงได้เห็นลีลาการชนของโคบางตัว เกิดความรู้สึกพอใจ ประทับใจ และคัดเลือกไว้เป็นโคชน ซึ่งโคชนจะต้องเป็นโคตัวผู้ที่มีลักษณะดี มีอายุประมาณ 4-5 ปี ต้องมีสายพันธุ์เป็นโคชนโดยเฉพาะ ผ่านการเลี้ยงดูฟิตซ้อมร่างกายให้แข็งแรงและฝึกชนบ่อยๆ จนกลายเป็นโคชนที่มีคุณสมบัติเด่นเพาะ เช่น แข็งแรง สมบูรณ์ มีไหวพริบในการชน และทรหดอดทนเป็นพิเศษ เป็นต้น โคชนมีมากที่สุดในจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง และสงขลา


ลักษณะประจำพันธุ์
สีและลักษณะประจำพันธุ์ เป็นโคขนาดเล็กลำตัวมีสีน้ำตาล น้ำตาลแดง สีดำ ขนสั้นเกรียน ขนพู่หาง ขนตา หนังสีดำหรือสีน้ำตาล เนื้อเขาและกีบสีดำหรือน้ำตาล ขอบตา เนื้อจมูก เนื้อทวาร สีดำ น้ำตาลหรือน้ำตาลดำ สะดือชิดพื้นท้อง ไม่มีเหนียงหย่อนยาน  น้ำหนักแรกเกิด 14 – 15 กก. น้ำหนักหย่านม  เมื่ออายุ 200 เฉลี่ย 76 กก.  น้ำหนักโตเต็มที่ เพศผู้ 350 – 450 กก.  เพศเมีย 230 – 250 กก. อายุเมื่อให้ลูกตัวแรก 39 เดือน ระยะอุ้มท้อง 270 – 275 วัน ช่วงห่างการให้ลูก 365-380 วัน


ลักษณะทางเศรษฐกิจ

  • เป็นโคที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย
  • มีขนาดเล็ก ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนชื้น ทนต่อโรคพยาธิ และแมลง
  • หากินเก่ง ให้ลูกดก สามารถใช้ประโยชน์จากอาหารหยาบได้ดี
  • เลี้ยงง่าย โดยปล่อยให้หากินตามท่งหญ้าสาธารณะ ตามป่าละเมาะไล่ต้อน ตามป่าเขา สามารถใช้เศษเหลือจากผลผลิตทางการเกษตรเป็นหลัก ต้นทุนในการเลี้ยง

 

ไก่ชีท่าพระ

 

ชื่อสามัญ          ไก่ชีท่าพระ (Chee Tha Pra)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Gallus gallus
ถิ่นกำเนิดและแหล่งที่เลี้ยง


เป็นไก่พื้นเมืองไทย กรมปศุสัตว์ โดยศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ท่าพระ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ได้ทำการคัดเลือกพันธุ์ และให้ชื่อว่า "ไก่ชีท่าพระ" แหล่งที่เลี้ยงพบมากในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย


ลักษณะประจำพันธุ์
Ø เพศผู้ มีสร้อยคอสีขาวหรือสีงาช้าง ขนหาง ขนลำตัวสีขาว แข้ง ปาก สีเหลือง ใบหน้า 
             สีแดง หงอนถั่ว
      Ø เพศเมีย ลักษณะเหมือนเพศผู้ยกเว้นที่ไม่มีขนสร้อยคอ


 ลักษณะทางเศรษฐกิจ
- อายุ 12 สัปดาห์ น้ำหนักตัวเพศผู้ 1,123 - 1,419 กรัม เพศเมีย 878 - 1,100 กรัม
- ประสิทธิภาพการใช้อาหาร(FCR.) 3.3
- อัตราการตาย(Mortality) 2.3 %
- อายุเมื่อให้ไข่ฟองแรก 203 - 245 วัน, การให้ผลผลิตไข่ 72 -160  ฟอง/แม่/ปี

 

โคลาน

 

ชื่อสามัญ  โคลาน (Native Beef Cattle)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Bos indicus
ถิ่นกำเนิดและแหล่งที่เลี้ยง


นิยมเลี้ยงมากในภาคกลาง โดยเฉพาะจังหวัดเพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครปฐม และสุพรรณบุรี
ลักษณะประจำพันธุ์
นิสัยปาดเปรียว ตื่นตกใจง่าย ลำตัวยาวบาง มีขนสีแดง สีน้ำตาลอ่อน น้ำตาลแก่ ดำ แดง และด่าง ไม่มีเหนียงสะดือ มีเหนียงคอบาง ลำตัวสีน้ำตาลแกมแดง อาจมีสีแตกต่างกัน เช่น ดำ แดง น้ำตาล เหลือง ขาว เป็นต้น หน้ายาวบอบบาง หน้าผากแคบ ตะโหนกเล็ก เหนียงคอและหนังท้องมีไม่มาก รูปร่างเล็ก น้ำหนัก    แรกเกิด 15-17 กิโลกรัม น้ำหนักหย่านมเมื่ออายุ 200 วัน เฉลี่ย 78 กิโลกรัม น้ำหนักเพศผู้เมื่อโคโตเต็มที่                  350-450 กิโลกรัม น้ำหนักเพศเมียเมื่อโคโตเต็มที่ 250-300 กิโลกรัม อายุเมื่อให้ลูกตัวแรก 33 เดือน ระยะ       เวลาอุ้มท้อง  270-275 วัน ช่วงห่างการให้ลูก 365-380 วัน

ลักษณะทางเศรษฐกิจ
การให้ลูกดก ความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศร้อนและสภาพการจัดการเลี้ยงดูที่ไม่ค่อยดี(แร้นแค้น) การทนต่อโรคและพยาธิในเขตร้อน

 

ไก่แม่ฮ่องสอน

 

ชื่อสามัญ  ไก่แม่ฮ่องสอน (Mae Hong Sorn)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Gallus gallus
ถิ่นกำเนิดและแหล่งที่เลี้ยง


เป็นไก่พื้นเมืองท้องถิ่นที่เลี้ยงกันในชนบทเกือบทุก ๆ อำเภอ ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เกษตรกรที่เลี้ยงมีทั้งเกษตรกรในหมู่บ้านต่าง ๆ และรวมทั้งชาวเขาในเขตที่สูงไม่ว่าจะเป็นชาวกระเหรี่ยง มูเซอ ลีซอ ฯลฯ วัตถุประสงค์ในการเลี้ยงไม่ใช่เพื่อการชนไก่ แต่เพื่อการบริโภค จำหน่าย ความเพลิดเพลินใจ และเลี้ยงเป็นไก่ล่อหรือต่อไก่ป่า


ลักษณะประจำพันธุ์

  1.  เพศผู้ : มีขนคอและหลังสีเหลืองเข้ม ขนลำตัวและหางมีสีดำ มีปุยขาวที่โคนหาง หงอนจักร ใบหน้าแดง แข้งและปากมีสีดำหรือเทา มีขนตุ้มหูสีเหลือง ผิวหนังขาวอมแดง
  2.  เพศเมีย : มีขนลำตัวสีน้ำตาลกระเหลืองหรือสีน้ำตาลลายป่าทั้งตัว หงอนจักร ใบหน้าแดง ปากและแข้งสีดำหรือเทาหรือน้ำตาล มีขนตุ้มหูสีเหลือง ผิวหนังขาวอมแดง

ลักษณะทางเศรษฐกิจ

    •  อายุเมื่อให้ไข่ฟองแรก 122 - 197 วัน น้ำหนักตัวเมื่ออายุ 20 สัปดาห์ 842 - 1,130 กรัม 
    • ผลผลิตไข่ 40 - 123 ฟอง/ปี

 

โคพื้นเมืองอีสาน

 

ชื่อสามัญ  โคพื้นเมืองอีสาน
ชื่อวิทยาศาสตร์  Bos indicus
ถิ่นกำเนิดและแหล่งที่เลี้ยง


โคพื้นเมืองอีสาน เลี้ยงกันมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งตอนบนและตอนล่างของประเทศ เพื่อใช้ลากจูง เทียมเกวียน และเป็นอาหารโปรตีนที่สำคัญโดยเฉพาะในงานพิธีและเทศกาลที่สำคัญ


ลักษณะประจำพันธุ์
ลำตัวสีน้ำตาลแกมแดง อาจมีสีแตกต่างกัน เช่น ดำ แดง น้ำตาล เหลือง ขาว เป็นต้น หน้ายาวบอบบาง หน้าผากแคบ ตะโหนกเล็ก เหนียงคอและหนังท้องมีไม่มาก รูปร่างเล็ก


ลักษณะทางเศรษฐกิจ

  • น้ำหนักแรกเกิด 15-17 กิโลกรัม
  • น้ำหนักหย่านมเมื่ออายุ 200 วัน เฉลี่ย 78 กิโลกรัม
  • น้ำหนักเพศผู้เมื่อโคเต็มที่ 350-450 กิโลกรัม
  • น้ำหนักเพศเมียเมื่อโคเต็มที่ 230-260 กิโลกรัม
  • อายุเมื่อให้ลูกตัวแรก 33 เดือน
  • ระยะการอุ้มท้อง 270-275 วัน
  • ช่วงห่างการให้ลูก 365-380 วัน

 

แพะดำสตูล

 

ชื่อสามัญ                แพะดำสตูล
ชื่อวิทยาศาสตร์    Capra hircus
ถิ่นกำเนิดและแหล่งที่เลี้ยง
                         แพะดำ "แพะประจำถิ่นสตูล"  จังหวัดสตูล ส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงแพะ เป็นอาชีพเสริม และเกษตรกรบางรายได้ยกระดับเป็นเชิงพาณิชย์ มีเกษตรกรหลายรายนิยมเลี้ยงแพะดำ
ลักษณะประจำพันธุ์
                (ยังขาดข้อมูลลักษณะประจำพันธุ์)

ลักษณะทางเศรษฐกิจ

  • แพะดำ เลี้ยงง่ายทนทานกับสภาพพื้นที่ ให้ลูกดก
  • เนื้อแพะดำมีรสชาติอร่อยกว่าเนื้อแพะทั่วไป อีกทั้งแพะดำเป็นแพะที่เลี้ยงลูกเก่ง
  • แพะเพศผู้ ที่มีสีดำสนิท ชาวบ้านนิยมนำมาบริโภค เนื่องจากความเชื่อที่ว่าเนื้อแพะดำเป็นยาสมุนไพรที่ดีที่สุด แพะเพศผู้ที่มีชีวิต
  • ราคากิโลกรัมละ ๓๐๐ บาท ถือเป็นอาชีพทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรสตูล ที่สามารถสร้างมูลค่าและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเป็นอย่างด

 

ควายน้ำระโนด (กระบือปลัก)

 

ชื่อสามัญ            ควายน้ำระโนด (กระบือปลัก)
ชื่อวิทยาศาสตร์     Bubalus bubalis
ถิ่นกำเนิดและแหล่งที่เลี้ยง


ควายน้ำระโนด เป็นสัตว์พื้นเมืองประจำถิ่นจังหวัดสงขลา ชนิดควายปลัก เลี้ยงสืบทอดติดต่อกันมา ๓-๔ ชั่วอายุคน เป็นเวลานานร่วม ๑๐๐ กว่าปี วิถีการเลี้ยงนิยมเลี้ยงเป็นฝูงปล่อยทุ่งและมีคอกสำหรับให้ควายพักผ่อนหลังจากกลับจากกินหญ้าโดยเฉพาะยามค่ำคืน ควายฝูงหนึ่ง ๆจะมีควายที่ทำหน้าที่คุมฝูง ๑ ตัว เจ้าของควายจะเปิดคอกปล่อยควายออกกินหญ้าเวลาเช้าประมาณ ๙.๐๐ น. ควายจะกลับเข้าคอกเองในตอนเย็นเวลาประมาณ ๑๕.๐๐-๑๖.๐๐น. เป็นเช่นนี้ทุกวัน  คอกควายจะถูกสร้างขึ้นกลางทุ่งด้วยการขุดดินถมที่ให้สูงขึ้นในหน้าแล้งก่อนฤดูน้ำหลากเพื่อให้ควายสามารถนอนพักได้และหากเป็นปีที่น้ำท่วมหนัก ระดับน้ำสูงมาก  ควายออกหากินกลางทุ่งไม่ได้ เจ้าของควายก็จะไปหาหญ้ามาให้ควายกินในคอก ควายจะกินหญ้าแทบทุกชนิดที่อยู่ในทุ่งหญ้าและป่าพรุเช่นหญ้าข้าวผี หญ้าครุน หญ้าปล้อง จูดหนูเป็นต้น ในบางปีที่น้ำท่วมหนัก ระดับน้ำในทุ่งหญ้าท่วมสูงมากจนหญ้าจมมิดอยู่ใต้น้ำแต่ควายก็สามารถดำน้ำลงกินหญ้าที่จมอยู่ใต้น้ำได้


ลักษณะประจำพันธุ์
เป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ ปลายเท้ามีกีบ ตัวโตใกล้เคียงกับวัว โตเต็มวัยเมื่ออายุระหว่าง ๕–๘ ปี เป็นช่วงอายุที่เหมาะสำหรับการใช้งาน น้ำหนักตัวผู้ที่โตเต็มวัยโดยเฉลี่ยประมาณ ๕๒๐-๕๖๐ กิโลกรัม ตัวเมียเฉลี่ยประมาณ ๓๖๐-๔๔๐ กิโลกรัม โดยทั่วไปควายอายุเท่ากัน ตัวผู้จะใหญ่กว่าตัวเมียเล็กน้อย มีผิวสีเทาถึงดำ บางตัวมีสีชมพูเรียกว่า ควายเผือก มีเขาเป็นลักษณะเด่นเฉพาะตัว ปลายเขาโค้งเป็นวงคล้ายพระจันทร์เสี้ยว ควายแต่ละตัวจะใช้งานได้จนอายุย่างเข้า ๒๐ ปี อายุของควายโดยทั่วไปเฉลี่ยประมาณ ๒๕ ปี


ลักษณะทางเศรษฐกิจ
               ควายน้ำหนักตัวประมาณ ๓๐๐ กิโลกรัมขายในราคาตัวละประมาณ ๑๒,๐๐๐-๑๕,๐๐๐ บาท ควายที่อายุ ๒-๓ ปีจะผลัดฟัน ควายรุ่นนี้เป็นที่นิยมของชาวไทยมุสลิมจะซื้อขายกันในราคาที่แพง

 

ควายน้ำทะเลน้อย (กระบือปลัก)

 

ชื่อสามัญ  ควายน้ำทะเลน้อย (กระบือปลัก)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Bubalus bubalis
ถิ่นกำเนิดและแหล่งที่เลี้ยง
                         ควายน้ำ พัทลุง คือ ควายที่อาศัยบริเวณทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง เวลากินหญ้าต้องดำน้ำลงไปกิน      เลยเรียกกันว่าควายน้ำ เป็นควายที่เลี้ยงกันในทุ่งพรุทะเลน้อยเป็นชนิดควายปลัก เลี้ยงสืบทอดติดต่อกันมา  3-4 ชั่วอายุคน เป็นเวลานานร่วม 100 กว่าปีเป็นควายเลี้ยงปล่อยแบบเช้าไป-เย็นกลับ อาศัย และหากิน อยู่ในป่าพรุ และในทะเลสาบสงขลาตอนบน ทำให้ผู้คนเข้าใจว่าควายแถบนี้เป็น “ควายน้ำ” วิถีการเลี้ยงนิยมเลี้ยงเป็นฝูงปล่อยทุ่งและมีคอกสำหรับให้ควายพักผ่อนหลังจากกลับจากกินหญ้าโดยเฉพาะยามค่ำคืน ควายฝูงหนึ่ง ๆจะมีควายที่ทำหน้าที่คุมฝูง 1 ตัว เจ้าของควายจะเปิดคอกปล่อยควายออกกินหญ้าเวลาเช้าประมาณ 09:00 น. ควายจะกลับเข้าคอกเองในตอนเย็นเวลาประมาณ 15:00-16:00น. เป็นเช่นนี้ทุกวัน  ในบางปีที่น้ำท่วมหนัก ระดับน้ำในทุ่งหญ้าท่วมสูงมากจนหญ้าจมมิดอยู่ใต้น้ำแต่ควายก็สามารถดำน้ำลงกินหญ้าที่จมอยู่ใต้น้ำได้ เลียงกันอย่างหนาแน่นในพื้นที่ จังหวัดพัทลุง สงขลา จนเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด
ลักษณะประจำพันธุ์

  • ขนาด : รูปร่าง ล่ำสัน ลึก หนา ยาว ร่างตัน ได้สัดส่วนกับความสูง มีนิสัยชอบนอนแช่ปลัก มีรูปร่าง  ลําตัวกํายําลํ่าสัน(stocky) หลังไม่ตรง บริเวณบั้นท้าย   หักลาด หางยาวลงไปประมาณถึงข้อเข่าหลัง เท้ามีขนาดใหญ่ กีบเท้าทั้งคู่ชิดกันแข็งแรง
  • รูปร่างหน้าตา : ลำตัวหนาลึก ท้องใหญ่ หัวยาวแคบ สั้น รับกับเขา เขามีลักษณะแบนโค้งไปข้างหลัง หน้าสั้น หน้าผากแบนราบ ตานูนเด่นชัด ช่วงระหว่างรูจมูกทั้งสองข้างกว้าง คอยาว ไหล่ ค่อยๆลาดเอียง มีเนื้อมาก กะทัดรัด  อก เต็ม ลึก กว้าง รอบอกใหญ่
  • สี : ผิวหนังมีสีเทาเข้มเกือบดำ อาจมีสีขาวเผือก มีขนบางขึ้นตามตัว มีขนขาวเป็นรูปตัววี (chevlon) ที่ไหล่และอก สีขงกระบือจะเป็นสีผิวของหนังและขน แต่กระบอมีขนน้อย สีที่แสดงออกส่วนใหญ่เป็นสีของผิวหนัง กระบือมีขนเพียง 25 – 30  เส้น
  • เขา : ลักษณะเขาโค้งกว้าง สันเขาด้านในหนา ด้านนอกของเขาจะเป็น สามเหลี่ยม
  • ฟัน : มีฟันบน 12 ซี่  ฟันล่าง 20 ซี่ รวมเป็น 32 ซี่ ฟันล่างประกอบไปด้วยฟันหน้า 8 ซี่  ฟันกราม   12 ซี่  (กรามซ้าย 6 ซี่ กรามขวา 6 ซี่) ฟันบนมีเพียงฟันกราม แต่ไม่มีฟันหน้า

ลักษณะทางเศรษฐกิจ

  • น้ำหนักตัวผู้ที่โตเต็มวัยโดยเฉลี่ยประมาณ ๕๒๐-๕๖๐ กิโลกรัม
  • น้ำหนักตัวเมียเฉลี่ยประมาณ ๓๖๐-๔๔๐ กิโลกรัม 
  • แม่ควาย ๑ ตัวตลอดอายุ จะให้ลูกประมาณ ๑๕ ตัว แม่ควายจะตั้งท้องประมาณ ๑๐ เดือน

 

ไก่พระเจ้าเสือ พันธุ์ประดู่หางดำ (แสมดำ)

 

ชื่อสามัญ  ไก่พระเจ้าเสือ พันธุ์ประดู่หางดำ (แสมดำ)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Gallus gallus
ถิ่นกำเนิดและแหล่งที่เลี้ยง
               ไก่แสมดำเป็นไก่สายพันธ์เก่าแก่มาตั้งแต่สมัยสุโขทัยเนื่องจากพ่อขุนบางกลางหาวและพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงโปรดไก่แสมดำมาก จนได้ชื่อว่า”ไก่พ่อขุน” ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระพุทธเจ้าเสือก็ทรงโปรดเช่นกัน ซึ่งก็เป็นหลักฐานว่า ไก่แสมดำมีมาแต่โบราณกาล มีถิ่นกำเนิดทางภาคกลาง ตั้งแต่ อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี อุทัยธานี และจังหวัดใกล้เคียง ไก่แสมดำเป็น 1 ใน 4 เฉดสีใหญ่ๆ ของไก่พันธุ์ประดู่หางดำ อันได้แก่
1. ประดู่มะขามไหม้ ตาไพล
2. ประดู่แสมดำ ตาดำ
3. ประดู่แข้งเขียว ตาลาย
4. ประดู่แดง


ลักษณะประจำพันธุ์
ไก่แสมดำเป็นไก่ขนาดกลางตัวผู้นั้นน้ำหนักประมาณ 3.00-3.50 กก. ตัวเมียน้ำหนัก 2.00-3.00 กก. จุดเด่น รูปร่างลักษณะ ปาก แข้ง เล็บ เดือย ตา สีดำสนิท ขนปิดหู ขนปีก ขนหาง ขนหางกระรวยสีดำสนิท ไม่มีสีอื่นปน ใบหน้า หงอน และผิวหนังสีดำคล้ำจนถึงดำ ขนตามตัวดำสนิท ยกเว้นสร้อยปีก สร้อยคอ สร้อยหลังและระย้า สีประดู่ดำหรือมะขามไหม้ ซึ่งลักษณะที่จัดเป็นแสมดำแท้นั้น เมื่อยืนแล้วดูสง่างาม น่าเกรงขาม ส่วนเพศเมียนั้น ทุกส่วนของร่างกายจะดำสนิทหมด โดยเฉพาะหน้าและผิวหนังควรดำมากกว่าตัวผู้ ลูกพันธุ์แสมดำ เมื่อฝักออกเป็นตัวจะเห็นเป็นสีดำทั่วทั้งตัวต่างจากลูกไก่ชนสายพันธุ์ชัดเจน

 

ไก่คอล่อน

 

ชื่อสามัญ  ไก่คอล่อน
ชื่อวิทยาศาสตร์  Gallus gallus
ถิ่นกำเนิดและแหล่งที่เลี้ยง


ไก่คอล่อนพัทลุง เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างไก่คอล่อนกับไก่พื้นเมืองของจังหวัดพัทลุง       (ไก่ชน) “ไก่คอล่อน”เชื่อว่าเป็นไก่ที่มีสายพันธุ์มาจากไก่ของฝรั่งเศส ที่นำมาเลี้ยงในประเทศเวียดนามและกัมพูชา เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยทหารญี่ปุ่นได้นำไก่คอล่อนจากประเทศเวียดนามและกัมพูชามาเป็นอาหารในกองทัพ โดยทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกที่จังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดสงขลา มีการจัดสร้างถนนยุทธศาสตร์สายสงขลา – พัทลุง ทำให้ไก่คอล่อนแพร่หลายในพื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะจังหวัดพัทลุงและจังหวัดในภาคใต้ตอนล่าง และได้มีการคัดเลือกปรับปรุงสายพันธุ์จนเรียกว่าไก่คอล่อนพัทลุงต่อมา


ลักษณะประจำพันธุ์
ไก่คอล่อนเป็นไก่ประเภทให้เนื้อ มีลักษณะคล้ายไก่พื้นเมือง (ไก่ชน) โดยบริเวณกระเพาะพักจนถึงปากไม่มีขน หรือมีขน แต่หนาไม่เกิน 1.5 นิ้ว จึงเรียกว่า “คอล่อน” สีขนมีสีเขียวจนถึงดำ (ยกเว้นสีน้ำตาลตลอดลำตัว) หงอนถั่ว แข้งเหลือง ผิวหนังสีเหลืองหรือสีขาว สำหรับสีขนนั้นมีลักษณะของสีประจำมาจากสายพันธุ์ของบรรพบุรุษ โดยไม่เกี่ยวกับปริมาณของขนและน้ำหนักตัว โดยทั่วไปไก่คอล่อนจะมีสีปากและขา สีดวงตาและขนจะมีสีเดียวกัน ส่วนคอไม่มีขนและรูขุมขน แนวสันหลังเปลือย ล่อน ขนน่องในเพศผู้แทบจะไม่มี เพศเมียมีบ้างเล็กน้อย ลักษณะหน้าอกใหญ่ เนื้อหน้าอกเยอะ ไหล่กว้าง มองด้านบนเป็นรูปสามเหลี่ยม สีหน้าจะมีสีชมพู
ลำตัวเมื่อกางปีกจะไม่มีขน
ขนาดน้ำหนักตัววัยเจริญพันธุ์ ตัวผู้อายุประมาณ 7 เดือน ตัวเมีย อายุประมาณ 5.5 เดือน        โดยมีน้ำหนักตัว เพศผู้หนัก 2.5 – 3.0 กก. เพศเมียหนัก 1.5 – 2.0 กก.เมื่อโตเต็มที่ เพศผู้หนัก 3.0 – 4.5 กก. เพศเมียหนัก 2.0 – 2.8 กก.
การผสมพันธุ์ไก่คอล่อนแม่พันธุ์ สามารถผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ 5 – 5.5 เดือน ส่วนตัวผู้จะใช้ทำพันธุ์ได้เมื่ออายุ 7 – 8 เดือน พ่อพันธุ์ 1 ตัว สามารถคุมแม่พันธุ์ได้ 7 – 10 ตัว อัตราการไข่เฉลี่ยปีละ 4 – 5 ชุด     ชุดละ 12 – 15 ฟอง ฟักเป็นตัว 10 – 12 ตัว เลี้ยงรอด 8 – 10 ตัว (แม่ไก่ฟักและเลี้ยงลูกเอง)

 ลักษณะทางเศรษฐกิจ

  • การเจริญเติบโตเร็ว เนื้อแน่น น้ำหนักตัวดี
  • ทนทานต่อโรค ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีอากาศร้อน
  • ตลาดมีความต้องการ นิยมบริโภค
  • ขนที่คอและลำตัวมีน้อย การชำแหละใช้เวลาน้อย
  • เลี้ยงลูกเก่ง อารมณ์ดี ไม่ดุร้าย
  • เลี้ยงรวมฝูงได้ดีผสมกับไก่พันธุ์อื่นจะได้ลักษณะเด่นลูกออกมาเป็นคอล่อน         
 

 

เป็ดบ้าน นา

 

ชื่อสามัญ เป็ดบ้าน  นา
ถิ่นกำเนิดและแหล่งที่เลี้ยง

ตำบลบ้านนา อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง
ลักษณะประจำพันธุ์

-เพศผู้ ขนที่หัว คอมีสีเขียวตั้งแต่หัวจนถึงกลางคอและมีวงแหวนรอบคอ ขนปีกมีสีเทาปลายปีกจะมีสีเขียว ลำตัวสีเทาเข้มหรือสีดำด้านบนและด้านล่างสีเทาออกขาว อกมีสีน้ำตาล หางมีสีดำออกสีน้ำเงิน ปลายหางมีสีขาวแลบออกมาและมีขนม้วนโค้งขึ้น จำนวน ๒ เส้น ปากสีเหลืองส้มหรือเหลืองทอง ขาสีส้มสด หนังสีเหลือง อายุ ๕–๖ เดือน ใช้เป็นพ่อพันธุ์ น้ำหนักโตเต็มที่ ๑.๘–๒.๐๐ กิโลกรัม

-เพศเมีย  ขนที่หัว คอ ปีก ลำตัวและหางมีสีน้ำตาลเข้มหรือสีลายนกกระจอกหรือสีขาวทั้งตัว ปากและขาสีเหลืองส้มหรือเหลืองทอง เริ่มไข่เมื่ออายุ ๕ – ๖ เดือน น้ำหนักโตเต็มที่ ๑.๘ กิโลกรัม ให้ไข่ปีละ ๓ ชุด ชุดละประมาณ ๓๐ ฟอง แม่พันธุ์จะไม่ฟักไข่


 

 

ไก่เขียวโสธร(เขียวมรกต)

 

ชื่อสามัญ  ไก่เขียวโสธร(เขียวมรกต)
ลักษณะประจำพันธุ์
-เพศผู้สีเขียวมรกตปากและแข้งสีดำ หน้าแดง หงอนแดง อกแดง
-เพศเมียสีเขียวมรกตหรือสีเขียวอมดำ ปากและแข้งสีดำ หน้าแดงหงอนแดง อกแดง

-สีขน เป็นเขียวมรกตเป็นมันเงางามเมื่อสะท้อนกับแสงแดด สร้อยคอ สร้อยหลัง สร้อยปีก สีเขียวรับก้น หางสีดำ ยาวงดงาม

 ลักษณะทางเศรษฐกิจ

  • เพื่อส่งออกและขายในประเทศ
  • เพื่อบริโภค ความสวยงาม 

 

 

กระบือปลัก

 

ชื่อสามัญ กระบือปลัก
ชื่อวิทยาศาสตร์  Gallus gallus

ลักษณะประจำพันธุ์
พ่อพันธุ์
-รูปร่างโครงร่างสร้างสูงใหญ่ ยาว การให้เนื้อดี วงเขาสวยงาม เป็นพ่อพันธุ์ดี และเกิดจากแม่พันธุ์ที่มีขนาดใหญ่น้ำหนักมาก
-ความสูงอย่างน้อยต้องประมาณ 150 เซนติเมตรขึ้นไป
-ข้อขาใหญ่ มั่นคง
-น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 950 กิโลกรัม ขึ้นไป
-มีความสามารถในการถ่ายทอดพันธุ์กรรมไปยังสูงได้ยอดเยี่ยม
-เชื่องไม่ดุร้าย
-โคนหางปิดสะโพรก
แม่พันธุ์
-รูปร่างโครงร่างสูงใหญ่ ยาว การให้เนื้อดี วงเขาสวยงาม
-ความสูงอย่างน้อย 140 เซนติเมตรขึ้นไป
-น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 700 กิโลกรัมขึ้นไป
-กินหญ้าเก่ง เต้านมมีขนาดใหญ่ ให้น้ำนมมาก
-เชื่องไม่ดุร้าย
-ให้ลูกปีละ 1 ตัว
-ข้อขาใหญ่มั่นคง

-โคนหางปิดสะโพรก

 ลักษณะทางเศรษฐกิจ

-กระบือมีรูปร่างลักษณะเหมาะกับกับการใช้เป็นแรงงานในพื้นที่เป็นโคลนตมได้ดี เพราะขาทั้งสี่ข้างรับน้ำหนักได้ดี  มีกีบเท้าใหญ่และแข็งแรงเดินได้ดีในโคลน และมีข้อกีบและข้อขาที่เคลื่อนไหวคล่องตัว ทำให้เดินได้ดีในที่นาขรุขระ กระบือ เป็นแรงงานหลักที่สำคัญของชาวนา เช่น ใช้ในการเตรียมดินไถนาและคราด การนวดข้าว ลากเกวียน ไถนา หรือไถวัชพืชระหว่างร่องมันสำปะหลังหรือร่องอ้อยในบางพื้นที่
-การใช้มูลและปุ๋ย มูลกระบือมีความสำคัญมากในการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน เนื่องจากที่นาได้ใช้เป็นปุ๋ยเคมีติดต่อกันหลายปี ทำให้ดินเสื่อมคุณภาพแข็งแรงเป็นดินดาน แต่ถ้าใส่ปุ๋ยคอกจากมูลกระบือเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน จะทำให้โครงสร้างของดินร่วนซุย เพิ่มธาตุอาหารให้กับพืช และให้ธาตุอาหารพืชในลักษณะต่อเนื่อง และยังทำให้การเกิดฟื้นฟูสิ่งมีชีวิตในดิน เช่น จุลินทรีย์ ไส้เดือน แมลงต่างๆ จากผลการวิเคราะห์ธาตุอาหารในมูลกระบือ โดยพบว่า ในมูลกระบือมีธาตุไนโตรเจน 1.39 % ฟอสฟอรัส 0.97% และโปตัสเซียม 0.43 % ของน้ำหนักแห้ง สำหรับปริมาณมูลที่ผลิตได้ต่อตัว กระบือโตเต็มที่จะถ่ายมูลคิดเป็นน้ำหนักแห้งปีละ 2-3 ตัน
- เนื้อกระบือถือว่าเป็นเนื้อที่มีคุณภาพต่อผู้บริโภค ด้วยเหตุผลด้านรสชาติที่ดี เป็นเนื้อที่มีปริมาณไขมัน และไตรกลีเซอไรด์น้อยเมื่อเทียบกับเนื้อไก่ เนื้อโค และเนื้อปลา แต่เส้นใยมีลักษณะหยาบกว่าเนื้อโค