maltepe evden eve nakliyat kartal evden eve nakliyat evden eve nakliyat evden eve kibarli panax clavis panax panax
Thai (ภาษาไทย)English (United Kingdom)

รับสมัครงาน

รับสมัครงาน

ผู้ชมขณะนี้

We have 11 guests online

Designed by:
FTP hosting Joomla Templates
Web space hosting
บทความ การปรับปรุงพันธุ์สัตว์และการจัดการฟาร์ม
แมงในบวกควาย นิกร สางห้วยไพร คำว่า “แมง” ในภาษาของคนทางภาคอีสานของบ้านเรานั้น มันหมายรวมทั้งแมงและแมลง PDF Print E-mail
บทความ การปรับปรุงพันธุ์สัตว์และการจัดการฟาร์ม - บทความกระบือ
Written by Web Master   
Tuesday, 22 May 2012 08:27
There are no translations available.

1451แมงในบวกควาย นิกร สางห้วยไพร

 เห็นชื่อเรื่องแล้วหลายท่านคงเป็นงงใช่มั้ยครับ...แต่อย่าพึ่งปิดหนีนะ ผมมีคำอธิบายให้กระจ่างครับ...คำว่า “แมง” ในภาษาของคนทางภาคอีสานของบ้านเรานั้น มันหมายรวมทั้งแมงและแมลง

รายละเอียดเพิ่มเติม...

 


 
การคัดเลือกโคขาวลำพูนเพศผู้เพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ PDF Print E-mail
บทความ การปรับปรุงพันธุ์สัตว์และการจัดการฟาร์ม - บทความโคเนื้อ
Written by Web Master   
Thursday, 10 May 2012 10:16
There are no translations available.

D9Ljการคัดเลือกโคขาวลำพูนเพศผู้เพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญสถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์พะเยา ได้รับมอบหมายจากกรมปศุสัตว์ให้เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเลี้ยงโคขาวลำพูนเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาสายพันธุ์โคขาวลำพูน ซึ่งเป็นโคพื้นเมืองของทางภาคเหนือรวมทั้งให้พัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์เพื่อสร้างฝูงโคขาวลำพูนของกรมปศุสัตว์ที่มีลักษณะต่างๆ

Read more...
 
กากมันสำปะหลังหมักยีสต์ PDF Print E-mail
บทความ การปรับปรุงพันธุ์สัตว์และการจัดการฟาร์ม - บทความโคเนื้อ
Written by Web Master   
Thursday, 03 May 2012 14:58
There are no translations available.

kakmaan9"กาก มันสำปะหลังหมักยีสต์" สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์ศรีสะเกษได้แนวคิดทางการผลิตมาจากเอกสารเผยแพร่ "เคล็ดลับการผลิตกากมันหมักยีสต์แบบบ่อหมักเพื่อเป็นอาหารโคเนื้อ-โคนม"



Read more...
 
ดูละครย้อนดูตัวเขาเมื่อเรา(ยังคง)เลี้ยงควาย PDF Print E-mail
บทความ การปรับปรุงพันธุ์สัตว์และการจัดการฟาร์ม - บทความกระบือ
Written by Web Master   
Thursday, 03 May 2012 11:17
There are no translations available.

buffaูละครย้อนดูตัวเขาเมื่อเรา(ยังคง)เลี้ยงควาย   : นิกร สางห้วยไพร เรียบเรียง

...ใจเด็ดเดินเข้าลิฟท์เป็นคนสุดท้าย เห็นผู้คนในลิฟท์แออัดกันแน่น ด้าน สรนุชพอตั้งสติได้ก็รีบวิ่ง แล่นมาที่

ลิฟต์ “เดี๋ยวก่อน” แต่ไม่ทันแล้ว ประตูลิฟต์ได้ปิดลง

Last Updated on Thursday, 03 May 2012 14:55
Read more...
 
วิธีประเมินต้นทุนการเลี้ยงสัตว์อย่างแม่นยำ PDF Print E-mail
บทความ การปรับปรุงพันธุ์สัตว์และการจัดการฟาร์ม - บทความสำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์
Written by Web Master   
Monday, 23 April 2012 13:22
There are no translations available.

วิธีประเมินต้นทุนการเลี้ยงสัตว์อย่างแม่นยำ

ต้นทุนการเลี้ยงสัตว์เป็นเครื่องบ่งบอกประสิทธิภาพการจัดการในฟาร์ม การประเมินต้นทุนการเลี้ยงที่แม่นยำ รุ่นต่อรุ่น ช่วยปรับปรุงการเลี้ยงให้ดีขึ้นในรุ่นต่อไปได้ แต่ถ้าเราสามารถประเมินต้นทุนได้ตลอดในทุกระยะของการเลี้ยงสัตว์ จะยิ่งช่วยให้ปรับปรุงการเลี้ยงได้ทันควัน ไม่เสี่ยงขาดทุนจากการเลี้ยง การประเมินต้นทุนการเลี้ยงที่ถูกต้องจริงจังด้วยตนเอง จะช่วยแก้วิกฤติของฟาร์มได้ทันการณ์กว่าการรอฟังรายงานจากลูกน้องหรือผู้ จัดการฟาร์มอย่างเดียว แต่ประเมินต้นทุนอย่างไร จึงไม่หลอกตัวเองและได้ผลอย่างแม่นยำ



วิธีการประเมินต้นทุนเบื้องต้น


ใน การเลี้ยงสัตว์เราต้องการกำไรเป็นตัวเงิน ซึ่งมาจากผลต่างระหว่าง จำนวนเงินจากการขายผลผลิตจากสัตว์ หักลบด้วย จำนวนเงินลงทุนในงวดนั้นๆ ดังสมการ


กำไร = จำนวนเงินขายปศุสัตว์ได้ - ต้นทุนการเลี้ยง

ส่วน ใหญ่เกษตรกรจะคิดเพียงเท่านี้ คือ งวดนี้ซื้ออาหาร ซื้อยา ซื้อพันธุ์สัตว์และอุปกรณ์มาเท่าไรก็รวมเป็นต้นทุนการเลี้ยงในงวดนี้ทั้งหมด ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะอุปกรณ์บางอย่างที่ซื้อในงวดนี้สามารถใช้เลี้ยงสัตว์ได้หลายงวด และอุปกรณ์บางชิ้นที่ซื้อไว้เมื่องวดก่อน เราก็นำมาใช้โดยไม่ได้คิดต้นทุนกับงวดนี้ ทำให้การคำนวณต้นทุนไม่ถูกต้อง บางงวดอาจจะขาดทุนเพราะซื้ออุปกรณ์เยอะ แต่บางงวดกำไรงาม เพราะต้นทุนต่ำ เนื่องจากใช้อุปกรณ์จากงวดก่อนโดยไม่ได้รวมเป็นต้นทุนในงวดนี้ จึงต้องมีการเฉลี่ยต้นทุนของสิ่งของชนิดที่ทนทานสามารถใช้เลี้ยงสัตว์ได้ มากกว่าหนึ่งงวด โดยคิดเป็นค่าเสื่อมของทรัพย์สินถาวร หรืออุปกรณ์ที่ใช้ได้หลายๆ งวด เป็นสมการดังนี้


กำไร = จำนวนเงินขายปศุสัตว์ได้ - (ต้นทุนการเลี้ยง + ค่าเสื่อม)

ต้น ทุนการเลี้ยงก็คือ ค่าอาหาร ค่าพันธุ์สัตว์ ค่ายา ค่าอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้กันงวดต่องวด ส่วนค่าเสื่อมคือ พวกทรัพย์สินถาวรที่ใช้ไปยาวนานกว่า 1 งวด นำมาเฉลี่ยเป็นงวดต่องวด เช่น ค่าถังใส่อาหาร สามารถเลี้ยงสุกรได้ 10 งวดๆ ละ 6 เดือน ก็ให้นำค่าถังอาหารมาหารด้วยจำนวนรอบที่ใช้เลี้ยง เช่น ราคา 3,000 บาท ใช้เลี้ยง 10 งวด เท่ากับค่าเสื่อมของถังอาหารที่คิดเป็นต้นทุนของการเลี้ยงในงวดนี้เท่ากับ 300 บาท เป็นต้น ซึ่งค่าเสื่อมนี้ให้คิดรวมถึงทุกอย่างแม้กระทั่งโรงเรือนหรืออาคารต่างๆ ที่มีอายุยาวนานหลายสิบปี ก็ให้นำค่าอาคารมาหารด้วยจำนวนรอบที่ใช้เลี้ยงปศุสัตว์นั้น จนกว่าจะต้องสร้างใหม่ เช่น 40 รอบ (20 ปี) ก็ใช้ 40 หารค่าสร้างโรงเรือนลงไป เป็นต้น


ยังมีต้นทุนการเลี้ยงอีก 3 อย่างที่ผู้เลี้ยงมักละเลย คือ


1. ค่าแรงของตนเอง ต้องนำมารวมด้วยเพราะถือว่าถ้าเราไม่ได้ทำฟาร์มนี้ และเราไปรับจ้างเขา เราต้องได้ค่าแรง ค่าแรงส่วนที่เราควรจะได้นั่นคือ  ต้นทุนการเลี้ยงชนิดหนึ่ง

2. ดอกเบี้ย ถ้า มีการกู้เงินมาก็ให้คิดเป็นต้นทุนตามจำนวนดอกเบี้ยที่เสียจริง แต่ถ้าใช้เงินตนเอง จะต้องคิดค่าเสียโอกาสตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารให้โดยทั่วไป มีการคำนวณดังนี้

3. ค่าเสียโอกาส คือ ค่าตอบแทนที่ควรจะได้รับถ้านำทรัพย์สินนั้นไปลงทุนอย่างอื่น เช่น ค่าที่ดิน ถ้าเราเช่าเขา ก็คงคิดเป็นต้นทุนได้ง่ายเพราะต้องจ่ายค่าเช่าเห็นๆ แต่ถ้าเป็นที่ดินของตนเองจะคิดเป็นต้นทุนได้โดยการคิดเป็นค่าเสียโอกาสแทน โดยคิดว่าถ้านำไปให้เช่าจะได้ค่าตอบแทนสักเท่าไรต่องวดการเลี้ยง แล้วนำจำนวนเงินนั้นมารวมในต้นทุน ซึ่งสมการจะเปลี่ยนไปดังนี้


กำไร = จำนวนเงินที่ขายได้ - (ต้นทุนงวดนี้ + ค่าเสื่อม + ค่าแรงตนเอง + ดอกเบี้ย + ค่าเสียโอกาส)



การคำนวณผลตอบแทน


การ คำนวณกำไรเบื้องต้นแบบง่ายๆ ที่นำเสนอ เป็นวิธีที่คนทั่วไปนิยมใช้กัน คือ ดูว่าเงินเหลือมากเท่าไรก็ถือว่าประสบความสำเร็จเท่านั้น เช่น จับไก่ขายแล้วหักต้นทุนเหลือเงินได้กำไร 1 ล้านบาท ก็ถือว่าเยอะแล้ว แต่เมื่อคิดถึงต้นทุนที่ใช้ต่องวดแล้วเป็นเงิน 20 ล้านบาท ก็อาจจะถือว่าน้อยไปสำหรับธุรกิจที่เสี่ยงขนาดนี้ เพราะเมื่อเทียบกับตัวเงินลงทุนแล้วเท่ากับ 1 / 20 X 100 เท่ากับมีผลตอบแทน 5 % เท่านั้นเอง เมื่อเทียบกับเงินลงทุน ซึ่งการคำนวณแบบนี้เรียกว่าการคำนวณ อัตราผลตอบแทน โดยเทียบกำไรกับอัตราส่วนเงินลงทุน เป็นสูตรดังนี้

  


แล้ว นำไปเทียบกับค่ามาตรฐานของธุรกิจเดียวกันคือการเลี้ยงปศุสัตว์ ก็จะทราบว่าดีหรือแย่กว่ามาตรฐานในธุรกิจเดียวกัน แต่ถ้าไม่มีค่ามาตรฐานก็เทียบกับธุรกิจอื่น เช่น เทียบกับเงินฝากประจำ ตอนนี้ดอกเบี้ย 1.5 % ก็ถือว่า ดีกว่าเอาเงินฝากธนาคารไว้เฉยๆ แต่ถ้าเทียบกับธุรกิจอื่นๆ โดยทั่วไปที่สามารถทำกำไร 15-20 % และเสี่ยงน้อยกว่านี้แล้ว การเลี้ยงปศุสัตว์น่าจะมีค่าเฉลี่ยกำไรที่ 10-20 % ในแต่ละงวดจึงจะคุ้มค่าความเสี่ยง


วิธีการประเมินต้นทุนที่แม่นยำ


เมื่อเราได้ต้นทุนการเลี้ยงที่ละเอียดถี่ถ้วนอันประกอบไปด้วย


1. วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้หมดไปในงวดเดียว เช่น ค่าอาหาร ค่าพันธุ์สัตว์ ค่ายา ค่าอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้กันงวดต่องวด

2. ค่าเสื่อม คือ พวกทรัพย์สินถาวรที่ใช้ไปยาวนานกว่า 1 งวด นำมาเฉลี่ยเป็นงวดต่องวด

3. ค่าแรงของตนเอง

4. ดอกเบี้ย หรือค่าเสียโอกาสดอกเบี้ย

5. ค่าเสียโอกาส

และ นำมารวมกันแล้วไปหักจากจำนวนเงินที่ขายได้ทั้งหมดก็ได้เป็นกำไรหรือขาดทุน ซึ่งพอจะบอกถึงความสำเร็จในการประกอบธุรกิจนี้และบ่งบอกถึงความอยู่รอดของ กิจการของเรา แต่ก็เป็นการบอกเพียงภาพรวมของการประกอบการ มิได้บอกถึงประสิทธิภาพในการจัดการฟาร์มอย่างแท้จริง ตัวเงินกำไรขาดทุนไม่สามารถบอกถึงประสิทธิภาพในการจัดการฟาร์มว่าดีหรือ เลวอย่างไร เพราะราคาปศุสัตว์ที่เป็นรายได้และราคาวัสดุอุปกรณ์ที่เป็นต้นทุนอาจมีการ ปรับราคาขึ้นลงได้ตามปริมาณสินค้าและความต้องการของตลาด อาจทำให้ราคาขายตกต่ำในขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้นจนขาดทุนได้ แต่ประสิทธิภาพการเลี้ยงอาจจะยังดีอยู่ ดังนั้น การประเมินต้นทุนที่แม่นยำจึงต้องประเมินผลการเลี้ยงควบคู่ไปด้วย


การวัดประสิทธิภาพการจัดการในฟาร์ม


เกณฑ์การวัดประสิทธิภาพการจัดการในฟาร์ม มีดังนี้

1. อัตราแลกเนื้อ

2. อัตราการเจริญเติบโต

3. อัตราการเลี้ยงรอด

4. ประสิทธิภาพการใช้โปรตีน

5. น้ำหนักเฉลี่ยต่อตัว

6. ผลกำไร (ขาดทุน) ต่อตัว หรือ ต่อ กก.



ข้อมูลที่ต้องการ


ข้อมูลที่เราต้องมีการรวบรวมก่อนการประเมิน คือ ต้นทุนต่างๆ ในฟาร์มที่นำเสนอไปแล้ว และผลการเลี้ยงซึ่งประกอบด้วย


1. น้ำหนักปศุสัตว์จับได้ (กิโลกรัม)

2. จำนวนเงินที่ขายปศุสัตว์ได้ทั้งหมด (บาท)

3. น้ำหนักอาหารที่ใช้เลี้ยงปศุสัตว์ทั้งหมด (กิโลกรัม)

4. จำนวนเงินค่าอาหารทั้งหมด (บาท)

5. จำนวนปศุสัตว์เมื่อเริ่มเลี้ยงและเมื่อจับขายทั้งหมด (ตัว)

6. ค่าพันธุ์ปศุสัตว์ (บาท)

7. ค่าใช้จ่ายอย่างอื่น (บาท)

8. บันทึกการใช้อาหารแต่ละวัน

9. % โปรตีนในอาหารที่ใช้แต่ละระยะ

10. ราคาอาหารระยะต่างๆ


วิธีการเก็บข้อมูล


ข้อมูล ที่ได้จะรวบรวมตอนจับออกขายทั้งราคาและน้ำหนักสัตว์ที่จับได้ ปริมาณอาหารและราคารวมทั้งหมด แต่ถ้าการจับขายทำเป็นงวดๆ ต่อเนื่องกันไป ไม่ได้จับหมดฟาร์มในครั้งเดียวและต้องการคิดต้นทุนแยกแต่ละงวด ก็ต้องบันทึกการให้อาหารและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับปศุสัตว์ชุดนั้นโดยตรงแยกออกจากกัน


นอกจากนี้ เรายังสามารถประเมินประสิทธิภาพการเลี้ยงในระหว่างการเลี้ยงได้ โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันจับขายก็ได้ โดยเก็บข้อมูลเป็นระยะๆ เช่น ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน แล้วนำมาคำนวณ ดังนี้


1. สุ่มชั่งน้ำหนักและวัดความยาวตัวปศุสัตว์ โดยใช้วิธีสุ่มอย่างไม่ลำเอียง

2. เก็บข้อมูลตัวอย่างจากทุกเล้าทุกแถวในแต่ละโรงเรือน สุ่มจากทุกมุมโรงเรือนและหัวแถว กลางแถว และปลายแถว เพื่อให้ได้ตัวอย่างปศุสัตว์มากเพียงพอกับค่าทางสถิติ

3. ชั่งน้ำหนักทีละตัว จดไว้ ตัดน้ำหนักของสัตว์ตัวที่โตที่สุดและตัวที่เล็กที่สุดออกไป อย่างละ 10 % แล้วจึงรวมน้ำหนักที่เหลือ และนำมาเฉลี่ยเป็นน้ำหนักต่อตัว เช่น สุ่มสุกรจำนวน 10 ตัว ได้น้ำหนักดังนี้ 60, 55, 58, 68, 67,53, 55, 51, 58 และ 60 กก. ก็ต้องตัดน้ำหนักสูงสุดออก 1 ตัว คือ 68 กก. และน้ำหนักน้อยสุดออก 1 ตัว คือ 51 กก. ออกไป แล้วรวม 8 ตัวที่เหลือ คือ 60 + 55 + 58 + 67 + 53 + 55 + 58 + 60 กก. แล้วหารเฉลี่ยด้วย 8 ได้น้ำหนักเฉลี่ยของการสุ่มครั้งนี้ 58.25 กก.

4. วัดความยาวตัว เช่น สุกร วัดจากปลายจมูกถึงโคนหาง

5. บันทึกปริมาณอาหารที่กินในแต่ละวัน และปริมาณสะสมตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเลี้ยง และแยกจดตามเบอร์ของอาหารด้วย เพื่อใช้คำนวณหาประสิทธิภาพโปรตีนที่สัตว์ใช้ไป รวมทั้งบันทึกราคาอาหารต่อกิโลกรัมลงไปด้วย

6. รวบรวมข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

วิธีการคำนวณ


เกณฑ์การวัดประสิทธิภาพการจัดการในฟาร์ม มีวิธีการคำนวณ ดังนี้


อัตราแลกเนื้อหรืออัตราการเปลี่ยนอาหารไปเป็นเนื้อ (Feed conversion ratio หรือ FCR)

หมาย ถึง อัตราส่วนของปริมาณอาหารที่กิน (dry weight) ต่อน้ำหนักปศุสัตว์ที่เพิ่มมากขึ้น โดยอาหารที่มีคุณภาพดีจะทำให้อัตราแลกเนื้อมีค่าต่ำ แต่อาหารที่คุณภาพไม่ดีจะทำให้อัตราแลกเนื้อมีค่าสูง อย่างไรก็ตาม อัตราแลกเนื้อของปศุสัตว์ไม่ได้เป็นผลของโปรตีนหรือกรดอมิโนอย่างเดียวเท่า นั้น โดยอาจเกิดธาตุอาหารอื่น ๆ เช่น ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน และแร่ธาตุ เช่นเดียวกับอัตราการเจริญเติบโตของปศุสัตว์ นอกจากนี้อาหารปศุสัตว์มีหลายประเภท ซึ่งมีความชื้นในอาหารแตกต่างกันไป ฉะนั้น การเปรียบเทียบอัตราแลกเนื้อจึงควรคิดอาหารในสภาพน้ำหนักแห้ง

อัตราการเจริญเติบโต (growth rate)

จัด ได้ว่าเป็นหลักเกณฑ์ที่นิยมมากที่สุด เพราะมีความสะดวกในการคำนวณ อย่างไรก็ตาม การเจริญของปศุสัตว์อาจไม่ได้เกิดจากการสังเคราะห์โปรตีนเท่านั้น โดยอาจเกิดจากการสะสมของไขมันในเนื้อเยื่อ การทำอาหารเลี้ยงปศุสัตว์โดยทั่วไป เมื่อนำไปให้ปศุสัตว์กิน นิยมที่จะวัดอัตราการเจริญเติบโตออกมาในรูปของอัตราการเจริญเติบโตต่อวัน (average daily growth rate, ADG) หรือเปอร์เซ็นต์น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น (percentage weight gain)

2.1 อัตราการเจริญเติบโตต่อวัน

2.2 เปอร์เซ็นต์น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น

อัตราการเลี้ยงรอด

คำนวณ จากปริมาณปศุสัตว์ที่จับได้เทียบกับปริมาณปศุสัตว์ที่นำเข้าเลี้ยง เช่น จับไก่เนื้อได้ 8,750 ตัว ถ้าปล่อยลูกไก่ 10,000 ตัว อัตรารอดจะเท่ากับ 8,750 / 10,000 X 100 = 87.5%

  

ประสิทธิภาพการใช้โปรตีน (protein efficiency ratio หรือ PER) 

หมาย ถึง อัตราส่วนของน้ำหนักปศุสัตว์ที่เพิ่มขึ้น (wet weight) ต่อปริมาณโปรตีนที่ปศุสัตว์กินเข้าไป (dry weight) ทำให้ทราบว่าปศุสัตว์มีความสามารถเปลี่ยนโปรตีนที่กินเข้าไปให้เป็นเนื้อ หรือน้ำหนักได้มากน้อยเพียงไร ค่าดังกล่าวนิยมใช้มากในการประเมินคุณภาพโปรตีนในอาหาร แม้ว่าจะมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น อาหารที่มีค่าประสิทธิภาพการใช้โปรตีนสูง แสดงว่าโปรตีนมีคุณภาพที่ดี แต่ปริมาณโปรตีนในอาหารอาจจะน้อยก็ได้ หรือน้ำหนักของปศุสัตว์ที่เพิ่มขึ้น อาจเกิดจากธาตุอาหารตัวอื่น ๆ เช่น ไขมันหรือคาร์โบไฮเดรต จึงมีผลทำให้เมื่อปศุสัตว์ได้รับอาหารมากขึ้น อาจมีค่าประสิทธิภาพการใช้โปรตีนสูงขึ้น ดังนั้นจึงควรดูปริมาณไขมันหรือคาร์โบไฮเดรต ประกอบไปด้วย

วิธี หาปริมาณโปรตีนในอาหารคิดจากเปอร์เซ็นต์โปรตีนในอาหารที่เขียนไว้ข้างถุง (เป็นค่าใกล้เคียง ถ้าทราบปริมาณโปรตีนที่ถูกต้องกว่านี้ก็ให้ใช้ค่านั้น) เช่น อาหารมีโปรตีน 33% คือ

น้ำหนักเฉลี่ยต่อตัว


คิด จากน้ำหนักปศุสัตว์ที่จับได้ หารด้วยจำนวนตัวที่จับได้ เพื่อดูประสิทธิภาพการเลี้ยงและพันธุ์สัตว์ว่าสามารถสร้างเนื้อได้ตามเกณฑ์ ที่ต้องการภายในเวลาที่กำหนดหรือไม่

ผลกำไร (ขาดทุน) ต่อตัว, ต่อ (น้ำหนัก) กก.

ผล กำไร(ขาดทุน)ต่อตัวคิดจากจำนวนเงินกำไร(ขาดทุน) หารด้วยจำนวนตัวเพื่อดูผลตอบแทนต่อจำนวนสัตว์แต่ละตัว และผลกำไร(ขาดทุน)ต่อ(น้ำหนัก)กก.คิดจากจำนวนเงินกำไร(ขาดทุน) หารด้วยน้ำหนักรวม (กก.) ที่จับได้ เพื่อดูผลตอบแทนต่อน้ำหนักสัตว์ 1 กก.


ค่ามาตรฐาน


เมื่อได้ตัวเลขทั้งหมดแล้วเราสามารถเทียบกับค่ามาตรฐานโดยทั่วไปที่ฟาร์มอื่นทำได้ หรือเทียบกับฟาร์มตัวเองในแต่ละรุ่นได้



บทสรุป


เกณฑ์ การประเมินประสิทธิภาพการเลี้ยงเหล่านี้สามารถใช้ได้กับการเลี้ยงสัตว์ทุก ประเภท ทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ ซึ่งอาจจะแตกต่างกันบ้างในเรื่องวิธีการเก็บข้อมูล แต่หลักการคำนวณจะเหมือนกัน


จุดประสงค์ของการประเมินต้นทุน ก็เพื่อให้ทราบผลการเลี้ยง แต่บางครั้งผลกำไรขาดทุนก็ไม่ได้เกิดจากประสิทธิภาพการเลี้ยงอย่างเดียว อาจมีผลมาจากการตลาดของปศุสัตว์นั้นๆ ด้วยก็ได้ ดังนั้น การประเมินต้นทุนที่แม่นยำจำเป็นต้องประเมินลงไปถึงประสิทธภาพการเลี้ยงด้วย มิฉะนั้นอาจทำให้การปรับปรุงผลการเลี้ยงของฟาร์มเดินไปผิดทาง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าราคาขายปศุสัตว์จะต่ำหรือสูงอย่างไร ผู้ที่สามารถเลี้ยงสัตว์ให้ได้เนื้อที่มีคุณภาพและลดต้นทุนการเลี้ยงได้มาก ที่สุด คือ ผู้ที่อยู่รอดในวงการ


คำไข
ประเมินต้นทุน ประสิทธิภาพการเลี้ยง ไก่ สุกร ปศุสัตว์

ผู้จัดทำ

นายสัตวแพทย์ ธวัชชัย สันติกุล สพ.บ. บธ.ม.
กรรมการบริหาร บริษัท อินฟินิท เวท จำกัด
คอลัมน์นิสต์เขียนบทความทางวิชาการในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ในเครือ บริษัท มติชน (มหาชน) จำกัด
นิตยสารประมงธุรกิจ และนิตยสารยัวร์เพ็ท
โทรศัพท์ 0-1922-3133 Email address: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it "> This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

 

ข้อมูลจาก : http://www.ismed.or.th/SME2/src/bin/controller.php?view=knowledgeInsite.KnowledgesDetail&;p=&nid=&sid=51&id=1794&left=54&right=55&level=3&lv1=3

 
<< Start < Prev 1 2 3 4 5 6 Next > End >>

Page 3 of 6
View My Stats
, Powered by Joomla! and designed by SiteGround web hosting
webmail

Bureau of Animal Husbandry and Genetic Improvement  ; Department of Livestock Development

สำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์
ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400
Tel.0 2653 4444 ต่อ 3213 /Fax 0 2653 4922 Email: breeding1@dld.go.th

Copyright &copy; 2011,By  Bureau of Animal Husbandry and Genetic Improvement