โคทาจิมะ (Tajima Cattle)

ประวัติโคทาจิมะในประเทศไทย

        

ปีพ.ศ. 2531 สมาคมผู้เลี้ยงโควางิวเมืองโอซากะ ประเทศญี่ปุ่น โดย Mr.Nishida ผู้แทนสมาคมฯ น้อมเกล้าถวาย โควางิว (Wagyu, Japanese Black) สายพันธุ์ทาจิมะ ให้กับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี 1 คู่ (ผู้ 1 ตัว เมีย 1 ตัว) อายุ 15 เดือน โคทาจิมะเป็นโคสายพันธุ์หนึ่งของโคพันธุ์ Japanese Black หรือ โควางิว ซึ่งในขณะนั้น รัฐบาลญี่ปุ่นห้ามนำโคเนื้อพันธุ์ Japanese Black และ Japanese Brown ออกนอกประเทศ สมาคมผู้เลี้ยงโควางิวเมืองโอซากะ น้อมเกล้าถวายโคทาจิมะให้กับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในนามของรัฐบาลญี่ปุ่น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานโคทาจิมะคู่นี้ ให้แก่กรมปศุสัตว์ โดยกรมปศุสัตว์นำมาเลี้ยงที่ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีการผสมเทียมและผลิตน้ำเชื้อ จังหวัดปทุมธานี กองผสมเทียม ในขณะนั้น ซึ่งสามารถผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งได้ 1,500 โด๊ส เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อสำหรับการขุนเพื่อผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพสูง

ในปีพ.ศ. 2533 กรมปศุสัตว์ได้นำน้ำเชื้อแช่แข็งโคทาจิมะ ผสมกับแม่พันธุ์เรดซินดี้ ที่ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ลำพญากลาง และนำไปเลี้ยงที่สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์สกลนคร เพื่อใช้ส่งเสริมเกษตรกรในโครงการพระราชดำริ โดยเลี้ยงรวมกับโคพื้นเมืองที่เกษตรกรน้อมเกล้าถวาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และย้ายไปเลี้ยงที่สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์วานรนิวาส ในปีพ.ศ. 2543 ซึ่งสามารถผลิตโคลูกผสมทาจิมะ – พื้นเมือง – เรดซินดี้ และจำหน่ายบางส่วนออกไป สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์สกลนคร ได้นำเงินไปฝากไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสกลนคร บัญชี “โคน้อมเกล้า” เนื่องจากโคทาจิมะทั้ง 2 ตัว เป็นโคพันธุ์แท้ มีถิ่นกำเนิดในเขตอบอุ่นคือประเทศญี่ปุ่น ไม่ทนต่อโรคและแมลงในเขตร้อนชื้นอย่างประเทศไทย ทำให้โคทั้ง 2 ตัวเป็นไข้เห็บตาย  

ต่อมาสถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์สกลนคร ขอคืนพื้นที่ส่วนแยกวานรนิวาส ทำให้ไม่มีพื้นที่ในการเลี้ยงโคดังกล่าว โคลูกผสมดังกล่าวถูกนำไปเลี้ยงภายใต้การดูแลของศูนย์การศึกษาการพัฒนาภูพาน ตามพระราชดำริ ภายใต้การรับผิดชอบของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสกลนคร และบางส่วนนำมาใช้เป็นแม่พื้นฐานในการผลิตโคลูกผสมทาจิมะ เพื่อศึกษาวิจัยการผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพสูง ที่ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ตาก และได้รับสนับสนุนน้ำเชื้อแช่แข็งของพ่อพันธุ์ตัวดังกล่าวจากสำนักงานเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตสัตว์ จำนวน 150 โด๊ส ส่วนที่เหลือจากการศึกษาดังกล่าวนำมาเลี้ยงไว้ที่สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์นครสวรรค์

            ฝูงที่เลี้ยงภายใต้การดูแลของศูนย์การศึกษาการพัฒนาภูพาน ตามพระราชดำริ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสกลนคร ได้ใช้ในการศึกษาการผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพสูงเช่นกัน

 

ประวัติโคทาจิมะ

โคทาจิมะเป็นโคสายพันธุ์หนึ่งของพันธุ์วางิว (Wagyu) ซึ่งมาจากคำผสม 2 คำ คือ Wa หมายถึงประเทศญี่ปุ่น และ gyu หมายถึงโค ดังนั้น Wagyu หมายถึงโคญี่ปุ่น โควางิวเป็นโคที่มีลักษณะเด่นเนื่องจากมีไขมันแทรกสูง และเป็นไขมันชนิดคุณภาพดี ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค เนื่องจากมีสัดส่วนของกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงกว่าโคพันธุ์อื่น นอกจากจะปลอดภัยต่อผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นไขมันชนิดที่ไม่เป็นไข ทำให้เนื้อโควางิวมีความน่ากินสูง เนื้อโควางิว รู้จักแพร่หลายในชื่อของ Kobe-style beef

โควางิว ดั้งเดิมมาจากโคพื้นเมืองของญี่ปุ่น จากการทดสอบทางชีวเคมี และทางพันธุกรรม พบว่า โคพื้นเมืองของประเทศญี่ปุ่น มีลักษณะใกล้เคียงกับ โคยุโรปตอนเหนือ เช่น แถบกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย และเป็นโคคนละกลุ่มกับทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ปัจจุบันโควางิวมีสายพันธุ์หลักอยู่ 4 สายพันธุ์ คือ แจแปนนิซ แบลค (Japanese Black) แจแปนนิซบราวน์ (Japanese Brown) แจแปนนิซโพล (Japanese Polled) และ แจแปนนิซ ชอร์ตฮอร์น(Japanese Shorthorn) ซึ่งกลุ่มโคสายพันธุ์หลักเหล่านี้ มักจะมีสายเลือดของโคยุโรปปะปนอยู่ด้วย เนื่องจากในอดีตไม่มีแผนการปรับปรุงพันธุ์ที่ชัดเจน ในอดีตโคพื้นเมืองในประเทศญี่ปุ่น เป็นโคที่เลี้ยงเพื่อใช้แรงงานในไร่นา ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีโคยุโรปเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นโดยทหารอเมริกา และโคเหล่านี้ได้ผสมข้ามกับโคพื้นเมืองญี่ปุ่น ซึ่งลูกผสมเหล่านั้นมีลักษณะดี เลี้ยงง่าย ทำให้เกิดความนิยมในการเลี้ยง แต่ในปี ค.ศ. 1910 มีการยุติการผสมข้ามระหว่างโคยุโรป และโคพื้นเมืองญี่ปุ่น เพื่ออนุรักษ์โคญี่ปุ่น โดยมีแผนการผสมพันธุ์และการคัดเลือกพันธุ์ที่ชัดเจน แต่ก็มีโคพื้นเมืองญี่ปุ่นบางกลุ่มที่ไม่มีประวัติของการปะปนสายเลือดยุโรป เรียกว่า full blood ในกลุ่มของโคแจแปนนิซแบลค และ โคแจแปนนิซบราวน์ บางกลุ่มใช้ชื่อเมืองเรียกเป็นชื่อพันธุ์ เช่น ทาจิมะ (Tajima) ทอตตอริ (Tottori) ชิเมน(Shimane) โกจิ (Kochi) และ กูมาโมโต (Kumamoto)

           โคทาจิมะเป็นสายพันธุ์หนึ่งของ Japanese Black ซึ่งผลิตเนื้อมีคุณภาพสูงที่สุด เนื่องจากโคสายพันธุ์ Japanese Black มีคุณภาพซากสูงกว่าสายพันธุ์ Japanese Brown เป็นที่มาของ Kobe beef และ Matsusaka beef ถือว่าเป็นโคที่ให้เนื้อมีคุณภาพดีที่สุดในโลก ลักษณะเนื้อมีความนุ่ม ไขมันแทรกเกรดสูง เป็นไขมันชนิดที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ Kobe beef สามารถนำมาปรุงอาหารประเภท steak, sukiyaki, shabu shabu, sashimi, teppanyaki เป็นต้น

 

 

 

 

 

 

sukiyaki จากเนื้อโคทาจิมะ

โคทาจิมะ เป็นโคที่เนื้อแดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อสันมีไขมันแทรกมาก (Marbling) ทำให้มีลายเนื้อคล้ายหินอ่อน ซึ่งลักษณะที่กล้ามเนื้อมีไขมันแทรกมาก ทำให้เนื้อมีรสชาดดี เนื้อนุ่ม ได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อโคทาจิมะ เป็นเนื้อโคที่มีสัดส่วนของกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวสูง ทำให้เนื้อสเต๊กไม่เป็นไข และเป็นไขมันชนิดที่มีประโยชน์ต่อผู้บริโภค ลักษณะการมีไขมันแทรกสูง มีปัจจัยสำคัญเนื่องจากพันธุกรรม ชนิดของอาหาร อายุ และวิธีการขุน แต่สำหรับโคทาจิมะภายใต้การเลี้ยงด้วยหญ้าคุณภาพดีก็สามารถผลิตเนื้อที่มีระดับไขมันแทรกสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลี้ยงด้วยอาหารหยาบในระดับสูงทำให้สัดส่วนของกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง

 

            กรดไขมันไม่อิ่มตัวเป็นกรดไขมันที่มีพันธะคู่เพียง 1 ตำแหน่งหรือมากกว่าเล็กน้อย ส่วนมากจะเป็นกรดไขมันโมเลกุลเดี่ยว (monounsaturated fatty acid) ซึ่งทำให้สามารถกำจัด ไฮโดรเจนอะตอมได้ง่าย ซึ่งในขบวนการเมตาโบลิซึมภายในร่างกายทำให้ย่อย และใช้ประโยชน์จากกรดไขมันไม่อิ่มตัวได้ดีกว่ากรดไขมันอิ่มตัว ทำให้ขบวนการเผาผลาญสมบูรณ์ ไม่มีการสะสมของไขมัน สามารถใช้ประโยชน์ได้ดีและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค

 

โคทาจิมะส่วนใหญ่ผลิตที่ จังหวัด Hyogo เขต   Kinki เกาะออนชู (Honshu) ซึ่งมีเมือง Kobe เป็นเมืองหลวง เป็นสาเหตุให้เนื้อโคขุนคุณภาพดีของญี่ปุ่นถูกเรียกว่า Kobe Beef ซึ่งแหล่งผลิต Kobe Beef ที่ดีที่สุดคือเมืองทาจิมะ คือผลิตจากโคทาจิมะนั่นเอง  

 

เนื้อโคโกเบ (Kobe Beef) ซึ่งเป็นเนื้อโควางิว ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของลักษณะไขมันแทรก ซึ่งเพิ่มรสชาติ และความน่ากิน เนื้อมีลักษณะนุ่ม ฉ่ำน้ำ ด้วยลักษณะเหล่านี้ ทำให้เนื้อโกเบมีราคาสูง ในประเทศสหรัฐอเมริกา การที่เนื้อโกเบมีลักษณะความน่ากินสูง เนื่องจากพันธุกรรม และ อาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประวัติการผลิตเนื้อโกเบ ในประเทศญี่ปุ่น เกษตรกรใช้ เบียร์ และเหล้าสาเก ในการเลี้ยงโคโกเบ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสูง นอกจากนี้ เบียร์และเหล้าสาเก ทำให้โคซึม เพราะแอลกอฮอล์ ทำให้โคขุนสงบ โคไม่เครียด ซึ่งเข้าลักษณะของ animal welfare ขบวนการเผาผลาญในร่างกายเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ เนื้อโคที่ได้จึงปลอดภัยต่อผู้บริโภค นอกจากนี้ เนื้อโคโกเบมีคอเลสเตอรอลต่ำ เพราะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวพวก omega-3 and omega-6 มากกว่าโคทั่วไป ในขณะที่ระดับของไขมันแทรกสูง ทำให้ระดับของกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงขึ้นด้วย

คุณภาพเนื้อที่ได้จากการเลี้ยง Kobe beef ส่วนใหญ่จะอยู่ในเกรดยอดเยี่ยม (Prime) ซึ่งเป็นอิทธิพลของพันธุกรรม วิธีการให้อาหาร และวิธีการเลี้ยง ในสมัยก่อนการเลี้ยง Kobe beef จะใช้อาหารข้นระดับสูง ทำให้โคได้รับอาหารเพียงพอต่อการสร้างเนื้อ และไขมันแทรก นอกจากนี้มีการเสริมด้วยเบียร์ แอลกอล์ฮอล์จากเบียร์ทำให้โคมีอาการสงบ ไม่เครียด ส่วนการนวดตัว และแปรงขน เพื่อให้โคเชื่อง ซึ่งทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิดว่าการเลี้ยง Kobe beef จะต้องมีการทุบเพื่อให้เนื้อนุ่ม ทั้งที่ความจริงคือการนวดตัว เนื้อ Kobe beef มีลักษณะฉ่ำน้ำ ซึ่งจะเห็นได้ว่า Kobe beef นอกจากจะได้รับอาหารเพียงพอแล้ว สิ่งที่สำคัญคือโคไม่เครียด ตรงกับหลักการของ Animal welfare ทำให้เนื้อโคขุน Kobe beef ปลอดภัยยิ่งขึ้น เพราะการที่สัตว์เครียดระยะหนึ่งก่อนเข้าโรงฆ่าสัตว์ สัตว์จะหลั่งสารบางตัวที่มีผลในการก่อมะเร็งต่อผู้บริโภค แต่วิธีการเลี้ยงแบบนี้ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง ดังนั้นเนื้อโคขุนญี่ปุ่นที่นำเข้าประเทศไทยมีราคาสูงกิโลกรัมละ 18,000 – 20,000 บาท  

 

ปัจจุบันการขุนโคแบบญี่ปุ่นเปลี่ยนวิธีการเพื่อให้เหมาะสมต่อการผลิตปริมาณมาก และลดต้นทุนการผลิต โดยใช้อาหารข้นในระดับสูง และปรับสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม โดยไม่ต้องเลี้ยงด้วยเบียร์ และไม่ต้องนวด ในขณะเดียวกันมีผู้บริโภคบางกลุ่มไม่นิยมเนื้อโคที่มีไขมันแทรกสูง ดังนั้น โคขุนคุณภาพสูงของญี่ปุ่นบางกลุ่มขุนด้วยหญ้าหรือถั่วคุณภาพดีเพียงอย่างเดียว ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง การปล่อยของเสียน้อยลง ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม แต่ด้วยพันธุกรรมของโคทาจิมะ ซึ่งเป็นโคที่ให้เนื้อที่มีไขมันแทรกสูง การเลี้ยงด้วยอาหารหยาบคุณภาพดีเพียงอย่างเดียวก็สามารถให้เนื้อแดงที่มีไขมันแทรกถึงร้อยละ 15 และเนื่องจากการเลี้ยงด้วยอาหารหยาบเท่านั้น ทำให้สัดส่วนของกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงมากกว่าการเลี้ยงด้วยอาหารข้น

 

        เนื้อโคทาจิมะขุนด้วยหญ้า                 ขุนด้วยหญ้าและอาหารข้น

                  

                        

 

 

 

 

 

 

 

                         พ่อโคทาจิมะ                                       โคขุนทาจิมะ

 

            Matsusaka beef เป็นโคขุนญี่ปุ่นที่เลี้ยงที่เมือง Matsusakaจังหวัด Mei เขต   Kinki เกาะออนชู (Honshu) โดยมีเมือง Tsu เป็นเมืองหลวง Matsusaka beefในอดีตผลิตจากโคสาวเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีทั้งโคเพศผู้ และเพศเมีย แต่โคเพศเมียจะได้ราคาสูงกว่า Matsusaka beefเลี้ยงบริเวณที่เงียบทำให้โคสงบ เลี้ยงด้วยหญ้าแห้งคุณภาพดีเพียงอย่างเดียว หรือเลี้ยงด้วยฟางข้าว และ กากถั่วเหลือง หรือฟางข้าว และ ข้าวสาลี ให้กินเต็มที่จนกระทั่งโคไม่อยากกิน จึงกระตุ้นความอยากกินโดยให้กินเบียร์ โคขุนเหล่านี้จะได้รับการนวดตัวด้วยแปรงฟางข้าวหลังจากพ่นด้วยเหล้า shochu และให้เดินออกกำลังกายช่วงบ่ายทุกวัน นอกจากนี้จะมีการเปิดเพลงให้ฟังด้วย ซึ่งทำให้โคขุนสงบยิ่งขึ้น ทำให้เนื้อ Matsusaka มีคุณภาพสูงมาก ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นขายกิโลกรัมละ 18,000 บาท

 

                                                          Matsusaka beef

 

      

การนวดตัวให้โคขุนเพื่อผลิต Matsusaka beef

 

ผลการปฏิบัติงาน

 

การรีดน้ำเชื้อโคทาจิมะ

การรีดน้ำเชื้อโคพ่อพันธุ์ทาจิมะ สามารถผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งได้ 1,500 โด๊ส หลังจากนำพ่อโคไปเลี้ยงที่สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์สกลนคร โดยใช้เป็นพ่อพันธุ์ผสมกับโคพื้นเมือง โคลูกผสมทาจิมะ-พื้นเมือง-เรดซินดี้ สำหรับการผลิตโคส่งเสริมเกษตรกร ของศูนย์การศึกษาการพัฒนาภูพาน ตามพระราชดำริ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การเลี้ยงโคทาจิมะเพื่อโครงการพระราชดำริ

ศูนย์การศึกษาการพัฒนาภูพาน ตามพระราชดำริ ภายใต้การรับผิดชอบของสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสกลนคร ได้ทำการศึกษาการขุนโคเพื่อผลิตเนื้อโคคุณภาพสูง โดยใช้โคลูกผสมทาจิมะ-พื้นเมืองฝูงเดิม นอกจากนี้ก็มีการส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนให้กับเกษตรกร ภายใต้ศูนย์การศึกษาการพัฒนาภูพาน ตามพระราชดำริ ซึ่งโคเหล่านี้มีสายเลือดของพ่อโคทาจิมะที่ทางรัฐบาลญี่ปุ่นน้อมเกล้าถวายให้กับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

การทดลองขุนโคเนื้อคุณภาพสูง

ในปี 2547 รัฐบาลไทยและรัฐบาลออสเตรเลีย ได้ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงเขตการค้าเสรี ไทย-ออสเตรเลีย และข้อตกลงมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม 2548 ซึ่งกรมปศุสัตว์มีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาเกี่ยวกับการผลิตเนื้อโคคุณภาพสูง สามารถทำได้โดยการสร้างสายพันธุ์โคเนื้อที่เกิดจากลูกผสมระหว่างโคยุโรป (Bos tuarus) ซึ่งให้ผลผลิตสูง คุณภาพซากดี และ โคอินเดีย (Bos indicus) ซึ่งสามารถปรับตัวได้ดี ทนร้อน ทนโรคและแมลงในเขตร้อน โคทาจิมะเป็นโค เป็นโคสายพันธุ์หนึ่งที่เหมาะสมสำหรับใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ ดังนั้นกองบำรุงพันธุ์จึงได้นำลูกผสมทาจิมะส่วนหนึ่งจากสถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์สกลนครมาศึกษาวิธีการขุนแบบญี่ปุ่น ที่ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ตาก โดยเปรียบเทียบกับ โคตาก โคกบินทร์บุรี พบว่ามีอัตราการเจริญเติบโตในการขุนระยะ 10 เดือนแรกเฉลี่ย 541, 790, และ 828 กรัมต่อวันตามลำดับ อัตราการเจริญเติบโตระยะ10 เดือนหลังเฉลี่ย 376, 696, และ 645 กรัมต่อวันตามลำดับ มีเปอร์เซนต์ซากอุ่นเฉลี่ย 58.08, 59.58, และ 59.62 เปอร์เซนต์ตามลำดับ พื้นที่หน้าตัดเนื้อสันเฉลี่ย 83.38, 115.88, และ 106.70 ตารางเซนติเมตรตามลำดับ มีไขมันแทรก (Japanese grade) 4, 5, และ 4 ตามลำดับ เกรดของสีไขมัน 2, 2, และ 3 ตามลำดับ

 

ตารางที่ 1 ประสิทธิภาพการขุนโคลูกผสมทาจิมะ โคตาก และโคกบินทร์บุรี

ลักษณะ ลูกผสมทาจิมะ-พื้นเมือง โคตาก โคกบินทร์บุรี
อัตราการเจริญเติบโต 10 เดือนแรก(กรัม/วัน) 541 790 828
อัตราการเจริญเติบโต 10 เดือนหลัง(กรัม/วัน) 376 696 645
เปอร์เซ็นต์ซากอุ่น (%)

58.08

+2.72b

59.58

+2.88a

59.62

+4.35a

พื้นที่หน้าตัดเนื้อสัน (cm2)

83.38

+16.58c

115.88

+18.43a

106.70

+17.38b

ความหนาไขมันสันหลัง

1.35

+1.08b

0.84

+0.45c

1.76

+0.90a

 

 

ตารางที่ 2 การศึกษาอิทธิพลของพันธุ์ และยีน Myostatin ต่อลักษณะคุณภาพซาก

Breed Myo

Body Weight

(kg.)**

%Carcass

(warm)

**

Loin

(cm2)**

Fat Thickness

(cm)**

Abdominal fat

(kg.)**

Marbling grade* Meat color* Fat color*
Tajima – Native  

456.38

+76.40c

58.08

+2.72b

83.38

+16.58c

1.35

+1.08b

31.77

+8.75a

4

(2-6)

6

(3-11)

2

(0-6)

  A

489.00

+12.73

57.50

+0.71

82.50

+12.02

1.50

+1.41

30.00

+2.83

5

(3-6)

6

(3-9)

1

(0-2)

  B

444.25

+85.98

58.75

+2.96

82.13

+16.03

1.45

+1.21

33.13

+10.83

4

(2-6)

6

(3-11)

1

(0-3)

  C

451.00

+18.20

55.00

+1.59

82.00

+7.82

1.70

+0.37

34.00

+18.98

2 4 6
  D

391.00

+18.20

60.00

+1.59

65.00

+7.82

0.20

+0.37

24.00

+18.98

5 4 1
  E

559.00

+18.20

55.00

+1.59

115.00

+7.82

1.00

+0.37

30.00

+18.98

3 4 2
Tak  

584.50

+33.37a

59.58

+2.88a

115.88

+18.43a

0.84

+0.45c

21.33

+9.27c

4

(2-9)

5

(2-7)

2

(0-6)

  A

587.50

+53.05

61.91

+1.70

121.50

+20.96

1.05

+0.42

17.83

+6.86

5

(2-9)

5

(3-7)

3

(0-6)

  B

574.75

+14.95

58.88

+1.99

103.89

+10.60

0.50

+0.24

18.00

+4.69

3

(2-4)

4

(2-6)

2

(1-3)

  C

590.00

+18.20

58.43

+1.59

114.95

+7.83

1.50

+0.37

28.00

+18.98

5 7 2
  D

606.00

+18.20

54.17

+1.59

142.31

+7.83

0.70

+0.37

42.00

+18.98

3 4 2
Kabinburi  

550.57

+92.75b

59.62

+4.35a

106.70

+17.38b

1.76

+0.90a

23.86

+10.52b

5

(3-9)

5

(2-7)

3

(1-6)

  A

601.50

+146.37

61.11

+2.18

121.54

+30.99

2.50

+1.41

28.40

+14.99

6

(3-9)

7

(6-7)

2
  B

508.00

+90.60

56.80

+5.73

98.57

+9.68

1.27

+0.68

18.40

+11.61

4

(3-5)

5

(3-6)

3

(1-6)

  D

563.50

+53.03

62.37

+0.88

104.07

+3.63

1.75

+0.35

27.50

+3.54

6

(5-6)

3

(2-3)

3

(2-3)

* Japanese style

** ตัวอักษรที่แตกต่างกันในแนวตั้งแสดงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง (P<0.01) ระหว่างพันธุ์

                                                   A       B       C       D       E

                                                    Myostatin SSCP ในโคเนื้อไทย

ลูกผสมทาจิมะ-พื้นเมือง เป็นอีกแนวทางหนึ่งซึ่งสามารถพัฒนาสร้างสายพันธุ์โคเนื้อที่มีคุณภาพสูงได้

 

         โคลูกผสมทาจิมะ-พื้นเมือง                                   โคทาจิมะ

 

       ไขมันแทรกโคลูกผสมทาจิมะ                       ไขมันแทรกโคทาจิมะ

การผลิตโคลูกผสมทาจิมะ สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์นครสวรรค์

แม่โคลูกผสมทาจิมะ-พื้นเมืองส่วนหนึ่งเลี้ยงอยู่ที่สถานีวิจัยและทดสอบพันธุ์สัตว์นครสวรรค์ จำนวน 39 แม่ เพื่อใช้ในการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อของประเทศไทยต่อไป   เป็นโคที่ได้จากพ่อพันธุ์ตัวเดิมที่รีดน้ำเชื้อไว้ และกองบำรุงพันธุ์สัตว์ได้นำมาใช้ในการศึกษาการผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพสูง 150 โด๊ส และปัจจุบันมีน้ำเชื้อเหลืออยู่ 80 โด๊ส เพื่อใช้ในการผสมยกระดับสายเลือด สร้างโคพ่อพันธุ์ทาจิมะพันธุ์แท้ ให้มีพันธุกรรมใกล้เคียงกับพ่อพันธุ์ตัวเดิม ซึ่งปัจจุบันพ่อโคดังกล่าวได้ตายไปแล้ว   ปัจจุบันมีลูกโคตัวผู้ระดับสายเลือดทาจิมะ 68.75 % 2 ตัวเก็บไว้เป็นพ่อพันธุ์ และมีแผนในการยกระดับสายเลือดต่อไป

 

เป้าหมายในอนาคต

-          แผนการสร้างโคเนื้อสายพันธุ์ใหม่เพื่อผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพสูง

-          การผลิตโคลูกผสมญี่ปุ่นและการขุนโคแบบญี่ปุ่น โครงการร่วมกับ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์กรมหาชน)

 

เรียบเรียงโดย นางสาวกัลยา บุญญานุวัตร  นักวิชาการสัตวบาลชำนาญการพิเศษ